Pla - Chonwicha 的个人资料✿.。.:* *.:。 ป ปลา ตากลม ...照片日志列表 工具 帮助

Nakprathum Pla - Chonwicha

第 1 张,共 16 张
5月6日

เหตุการณ์ที่ทำให้รู้สึกแย่ที่สุดในชีวิต (ตอนที่ 3)

อัพเดทอาการป่วยของพ่อ (วันศุกร์ที่ 5 พฤษภาคม 2549)
ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณเพื่อน ๆ ทุกคนก่อนนะคะ
ว่าถึงแม้เราจะไม่ได้อัพบล็อคเลย แต่ก็ยังคอยมาแวะเวียนถามไถ่อาการคุณพ่อกันอยู่เรื่อย ๆ
ช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา เรางานยุ่งมาก ๆ ไม่มีเวลาอัพเลย ก็เข้ามาอ่าน comments เพื่อน ๆ เป็นระยะ ๆ
แต่ก็ได้แค่อ่าน ไม่มีเวลาอัพเดทอาการกันเลย
แต่วันนี้อดไม่ได้ เห็นเพื่อน ๆ เป็นห่วงกันหลายคน ก็เลยต้องขอบอกเล่าอาการกันให้ทราบหน่อยละกัน
 
ตอนนี้พ่อออกจากห้อง ICU แล้ว ออกมาหลายอาทิตย์แล้วเหมือนกัน
แต่ว่าตอนที่ย้ายจากห้อง ICU ไม่ใช่ว่าออกเพราะอาการเค้าดีขึ้น
แต่ออกเพราะอาการเค้าทรง ๆ มานานแล้ว ไม่ดีขึ้น ไม่แย่ลง
และด้วยความที่ห้อง ICU มีคนไข้อาการหนักรอคิวเตียงอยู่เยอะ
ก็เลยต้องจำยอมเสียสละเตียงให้คนไข้คนอื่นไป
ก็เข้าใจในเรื่องนี้ รู้ว่าจำเป็นต้องย้าย เพราะถ้าพ่อเราย้ายไปได้ ก็น่าจะมีคนอื่น ๆ รอดชีวิตอีกเยอะ
 
ก่อนหน้าที่พ่อจะย้ายออกจากห้อง ICU พ่ออาการไม่ดีขึ้นเลย เวลาไปเยี่ยมทีไร ก็เอาแต่นอน
ชวนคุยก็ไม่ค่อยตอบรับอะไรเท่าไหร่ ไม่หือ ไม่อือ จะเอาแต่นอน
ตอนแรกก็ใจไม่ดี ที่เค้าต้องย้ายออกไปอยู่ห้องธรรมดา
เพราะกลัวพยาบาลห้องนั้นจะดูแลไม่ดีเท่าห้อง ICU (ห้อง ICU มีเตียงแค่ 3 เตียง เลยทำให้พยาบาลดูแลกันอย่างทั่วถึง)
แต่ทำไงได้ เค้าสั่งให้ย้าย ก็ต้องย้าย
 
ที่ไหนได้ พอย้ายออกจากห้อง ICU ปุ๊บ พ่อก็อาการดีวันดีคืน
จากที่นอนอย่างเดียว ก็เริ่มรับรู้ ตอบโต้ได้บ้างแล้ว
อาการดีขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงปัจจุบันวันนี้ สมองพ่อปกติมาก ๆ รู้เรื่องทุกอย่าง
สั่งให้ทำไรก็ทำ พูดคำเดียวรู้เรื่อง ไม่ต้องย้ำอะไรเลย
จำคนโน้นคนนี้ที่มาเยี่ยมได้ จำญาติพี่น้องเพื่อนฝูงได้
อย่างวันก่อน ก็เขียนใส่กระดาษให้อ่าน ว่าอยากคุยกับป้าหน่อย (น้องสาวพ่อ)
ให้เราโทรหาป้าหน่อย แกอยากได้ยินเสียงน้องสาวแก
ตอนนี้พ่อยังพูดไม่ได้นะ พูดได้ แต่ไม่มีเสียงออกมา เพราะยังเจาะคอช่วยหายใจอยู่
ก็เลยยังพูดคุย หรือคุยโทรศัพท์ไม่ได้ แต่พ่อก็ขอให้โทรหาป้าหน่อย
เพราะตั้งแต่แกนอนรักษาตัวมา 2 เดือนกว่า แกยังไม่เจอป้าหน่อยเลย แกคงคิดถึง
เราก็เลยโทรหาป้าหน่อย แล้วก็ใส่ Handfree ให้พ่อฟังหูนึง ส่วนอีกหูนึง เราก็แอบฟังอยู่
รู้สึกดีมาก ๆ เลย ที่พ่อยังจำคนโน้นคนนี้ได้ และสั่งให้ทำไร ก็ทำได้
แสดงว่า สมองพ่อ ค่อนข้างสมบูรณ์มากพอสมควร
โอกาสที่จะหายเป็นปกติ ก็มีสูงมากขึ้น
 
ก่อนหน้านี้เมื่อประมาณ 2 สัปดาห์ก่อน พ่อมีอาการไอมาก
ไอทีก็มีเลือดพุ่งออกมาจากรูที่เจาะที่คอ
เลือดออกมาเยอะมาก จนมีวันนึง พุ่งขึ้นเพดานห้องที่พ่อพักอยู่ เต็มเพดานไปหมดเลย
บางวันก็พุ่งกระเด็นไปเต็มห้อง จนเดี๋ยวนี้ ต้องกั้นผ้าม่านไว้ ไม่ให้มันกระเด็นไปที่อื่น
เราเองยังเคยโดนกระเด็นใส่หน้าเลย เวลาพ่อไอ
ยิ่งแกไอเยอะ แกก็ยิ่งหอบ แล้วหายใจไม่ทัน เหนื่อยหอบ เล่นเอาสงสารเลย
สาเหตุที่เลือดออก หมอบอกว่า มันมาจากท่อที่เจาะที่คอ มันครูดกับหลอดลม
ทำให้ระคายเคือง จนมีเลือดปนออกมา
2 วันก่อน ยังออกเยอะอยู่เลย แต่วันนี้ที่ไปเยี่ยม แปลกมาก เลือดกลับหายไปหมด ไม่ออกมาอีกเลย
อยู่ดี ๆ ก็หาย เล่นเอางงเหมือนกัน
 
เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา หมอที่ดูแลเรื่องกายภาพบำบัด เรียกให้ญาติเข้าไปพบ
เพื่อคุยรายละเอียดเกี่ยวกับการย้ายตัวมากายภาพบำบัด
ตอนนั้น เรารู้สึกได้ว่าพ่อยังไม่พร้อม เพราะแกยังไออยู่เลย
ไอแล้วก็หอบเหนื่อย เลือดก็ยังออกเยอะอยู่เลย
ที่สำคัญแกยังต้องให้ออกซิเจนอยู่เลย แล้วแกจะไปกายภาพได้ไง..
 
ผลปรากฎว่า หมอก็ยังไม่รับย้ายให้กายภาพจริง ๆ เพราะร่างกายเค้าไม่ไหว
แต่เท่าที่หมอเค้าลองทดสอบร่างกายพ่อดู พ่อก็มีแรงมากพอสมควร
ทำตามที่หมอสั่งได้ทุกอย่าง ให้ยกเท้าก็ยกได้ ให้ยกแขนก็ยกได้
แต่มีปัญหานิดหน่อยตรงที่ขาข้างซ้ายแรงยังน้อยอยู่ เพราะสมองด้านขวาถูกกระทบกระเทือน
และห้วเข่าข้างขวาก็บวมและเจ็บมาก จนไม่สามารถออกแรงอะไรได้มากเท่าที่ควร
 
วันนั้นที่พาพ่อไปหาหมอกายภาพ ลุ้นอยู่ ว่าพ่อจะไหวมั้ยน้า
เพราะพ่อไม่เคยถอดออกซิเจน ไอ้เคยน่ะเคยถอด แต่แกหายใจเองไม่ไหว
สุดท้ายก็ต้องให้ออกซิเจนทุกที.. แต่วันนั้น หมอนัดให้เราเข้าไป 8 โมงเช้า
พอเราเข้าไปถึง ก็เห็นพ่อถอดสายออกซิเจนไปแล้ว ก็เห็นพ่อนอนหายใจหอบ ๆ อยู่ ผ่านรูที่คอ
ก็ยังถามพ่ออยู่ ว่าพ่อไหวมั้ย เหนื่อยมั้ย..
แกก็พยักหน้าบอกเหนื่อย นี่ขนาดยังไม่ได้ทำกายภาพเลย แกยังบ่นเหนื่อยเลย
ถ้าให้ทำไร แกจะไหวเหรอ (นี่คือสิ่งที่ปลานึกอยู่ในใจ)
และแล้วพ่อก็ไม่ไหวจริง ๆ ซึ่งระหว่างทางกลับจากตึกกายภาพ มาตึกที่พ่อพักอยู่
ต้องเข็นกลับเป็นระยะทางไกลพอสมควร
ออกซิเจนติดรถเข็นก็ไม่มี พ่อตาค้างหายใจไม่ไหวตั้งหลายที
แต่ทำไรไม่ได้ พอมาถึงห้องพัก ต้องรีบให้ออกซิเจนทันที เห็นแล้วสงสารพ่อมาก ๆ
 
แต่วันนี้ที่ไปเยี่ยมพ่อ หลังจากที่ไม่ได้เยี่ยมมาหลายวัน เพราะติดงาน งานยุ่งมาก
ได้เห็นว่าพ่อเอาสายออกซิเจนออกแล้ว แต่ยังไม่ได้อุดรูที่คอ
ก็ยังหายใจผ่านรูอยู่ แต่ก็ไม่ได้ใช้เครื่องอะไรแล้ว ให้พ่อหายใจเอง
ซึ่งพ่อก็หายใจเอง โดยไม่ต้องใช้เครื่องมาได้สองวันแล้ว
แกก็บอกว่าแกเหนื่อย แต่ก็คิดว่าเค้ายังน่าจะไหวอยู่
และที่สำคัญเลือดก็หยุดไหลแล้ว หยุดไหลซะเฉย ๆ ทั้งที่วันก่อน เลือดเต็มไปหมด
เป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง
แต่ก็ยังมีบางอย่างที่น่าเป็นห่วงอยู่ คือ หัวเข่าเค้าบวมมาก เค้าปวดหัวเข่า ต้องคอยหายานวดให้
ซึ่งหลังจากที่นวดยา หัวเข่าก็ยุบลงเรื่อย ๆ แต่ก็ยังมีปวดอยู่
โดยที่หมอตรวจแล้ว ก็ไม่รู้สาเหตุว่าบวมเพราะอะไร
 
และที่น่าห่วงอีกอย่าง คือ พ่อเกร็ดเลือดน้อย ทำให้เค้าขี้หนาว
เค้าจะหนาว นอนสั่นอยู่ตลอด
ซึ่งตอนนี้ปลาก็เป็นเหมือนกัน ขี้หนาว ไม่รู้สาเหตุ หนาวอยู่คนเดียว โดยที่คนอื่น ๆ อยู่กันสบาย ๆ
 
วันจันทร์ที่ผ่านมา พยาบาลมาบอกว่า ญาติมีใครกรุ๊ปเลือด A มั้ย
พ่อต้องการเลือด แล้วทางโรงพยาบาลเลือดก็หมด ให้เราหาคนมาบริจาคเลือดให้พ่อ
วันนั้นก็กลุ้มใจอยู่ทั้งวัน ว่าจะไปหาเลือดได้ที่ไหน เพราะปลาเองก็เลือดกรุ๊ป AB
ส่วนแม่กับพี่ชาย ก็เลือดกรุ๊ป B และญาติพี่น้องของพ่อก็อยู่ต่างจังหวัดกันหมด หาเลือดไม่ได้จริง ๆ
ส่วนเพื่อน ๆ พี่ ๆ คนที่รู้จัก ส่วนใหญ่ก็เลือดกรุ๊ป B หรือไม่ก็ O กันหมด
ก็ยังคิดอยู่ ว่าจะอัพบล็อค ขอบริจาคเลือดให้พ่ออยู่
แต่ก็ไม่ต้องแล้ว เพราะทางโรงพยาบาลหาเลือดได้แล้ว
ก็ทำให้นึก ๆ อยู่ ว่าเดี๋ยวเราแข็งแรงขึ้นกว่านี้ จะไปบริจาคเลือด
เพราะน่าจะได้ช่วยชีวิตคนอื่นได้บ้าง เข้าใจความรู้สึกของคนที่ต้องการรับบริจาคเลือดแล้ว...
 
วันจันทร์หน้า หมอที่ดูแลสมองนัดคุย ไม่รู้จะคุยเรื่องอะไรเหมือนกัน
อาจจะคุยเรื่องที่ต้องทำกายภาพอีกที เพราะพ่อน่าจะไหวแล้ว เริ่มหายใจได้เอง
ส่วนวันอังคาร หมอกายภาพก็นัดคุยอีกที ก็คงจะได้กายภาพในเร็ววันนี้แหละมั้ง
ตอนนี้สิ่งที่ต้องการที่สุด คืออยากให้พ่อหายใจเองได้ โดยที่ไม่ต้องพึ่งออกซิเจน
ให้เค้าไม่หอบ แล้วเย็บปิดรูที่คอซะ เค้าจะได้พูดแล้วมีเสียง จะได้สื่อสารกันเข้าใจซะที
ถ้าเค้าคุยได้ อะไร ๆ ก็น่าจะดีขึ้นเยอะ
 
อืม.. แต่มีอีกอย่างที่เรายังวิตกสุด ๆ
คือ ด้วยความที่ว่า ณ ขณะนี้ พ่อก็ยังมองไม่เห็นเลย
ก็ยังเป็นห่วงว่าเค้าจะทำกายภาพบำบัดได้ยังไง
มันยากนะ ถ้าจะหัดยืน หัดเดิน เพราะการทรงตัวก็คงเสียไปเยอะ ถ้ามองไม่เห็น
ตอนนี้ก็ได้แต่ภาวนา ขอให้ตาซ้ายของพ่อมองเห็นไว ๆ ซึ่งหมอที่ดูแลเรื่องสมอง
เค้าก็บอกว่า พ่อน่าจะมองเห็น แต่อาจจะต้องใช้เวลาหน่อย
แต่ตาขวา ให้ทำใจได้เลย เพราะมองไม่เห็นแน่ ๆ...
 
เฮ่อ.. เหนื่อย อัพเดทซะยาวเหยียด ไว้วันหลังมีเวลา จะมาอัพใหม่นะ
ขอบคุณเพื่อน ๆ ทุกคนอีกทีนะ ที่ยังติดตามและเป็นกำลังใจให้อยู่อย่างสม่ำเสมอ
ขอบคุณจริง ๆ ค่ะ
 
 
อัพเดทอาการป่วยของพ่อ (วันพุธที่ 17 พฤษภาคม 2549)
ตอนนี้พ่ออาการค่อนข้างดีมากแล้ว ไม่มีอะไรที่น่าเป็นห่วงมาก
ถอดออกซิเจนและหายใจเองได้แล้ว มีบ้างที่เค้ายังหอบอยู่เพราะว่าไอ
แต่ก็ถือว่าหอบไม่มาก การหายใจดีขึ้นมาก ๆ เลย
 
เรื่องที่ยังไม่ค่อยดีขึ้นมีอยู่ 2 อย่างคือ ยังไอมีเลือดปนอยู่บ้าง
แต่หมอบอกว่า มันเป็นปกติถ้าจะมีเลือดปนออกมา เพราะเค้ามีท่อคาอยู่ที่คอ
เวลาไอทีนึง ท่อมันก็จะเขยื้อน ทำให้ไปครูดกับเส้นเลือดฝอยที่อยู่ในคอ
มันก็เลยเกิดมีเลือดปนออกมาอยู่บ้าง ตอนนี้เวลาไอก็จะมีเสมหะปนกับเลือดปนออกมา
ก็ไม่อันตรายไรมาก แต่ก็กลัวว่ามันจะไม่สะอาด แล้วจะติดเชื้อ
ตอนนี้อยากให้พ่อปิดรูที่คอเร็ว ๆ จัง อยากคุยกับเค้า อยากได้ยินเสียงเค้า
มีเรื่องอยากพูดอยากคุยกับเค้าเยอะแยะเลย..
ตอนนี้พ่อก็พูดได้อยู่ เพียงแต่ไม่มีเสียง ต้องคอยอ่านปากเอา
หรือไม่ถ้าอยากรู้มาก ๆ ก็จะเอากระดาษปากกาให้เค้าเขียน ซึ่งพ่อก็สามารถทำได้แล้ว
 
เรื่องที่ยังน่าห่วงอยู่อีกอย่างคือ หัวเข่าบวม บวมมานานมากแล้ว จนป่านนี้ยังไม่หายบวมเลย
แล้วพ่อก็จะปวดมาก มาเยี่ยมเค้าทีไร ก็จะฟ้อง บ่นว่าปวดทุกที
เจอหน้ากันปุ๊บ คำแรกก็บอก ว่าปวดขา ให้หายามานวดที.. เอากะเค้าสิ
เหมือนรอใครมาเยี่ยมจะได้ใช้ให้คนอื่นนวดให้
 
ถึง ณ วันนี้ เรื่องสมองของพ่อ ยังไม่ถึงกับเหมือนเดิม 100%
ก็เกือบ ๆ จะสมบูรณ์อยู่ ยังขาดทุนนิดหน่อย แต่ก็ถือว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจ
ก่อนหน้านี้พ่อก็รู้เรื่องดี ไม่พูดเพ้อเจ้อเลอะเทอะมานาน
ก่อนที่พ่อจะผ่าตัดสมองและผ่าตัดขาเมื่อเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา พ่อพูดจาเลอะเทอะมาก
พูดอะไรก็ไม่รู้ ที่มันไม่เกี่ยวกับที่น่าจะเป็นอยู่ เช่น ไปดูยางรถซิมันเป็นอะไร
พูดเรื่องเกณฑ์ทหารบ้างล่ะ เอานู่นเอานี่บ้างล่ะ
แต่หลังจากออกจากห้องผ่าตัดก็ไม่มีอาการอะไรเหล่านี้ให้เห็นอีกเลย
อาจเป็นไปได้ว่า ตอนออกจากห้องผ่าตัด พ่ออยู่ห้อง ICU ตลอด
เวลาไปเยี่ยมทีไรก็หลับตลอด ดูเค้าไม่ค่อยมีแรง เราก็เลยไม่รู้ว่าเค้าสมองปกติแล้วรึยัง
 
แต่อาทิตย์ที่ผ่านมา พ่อมีพูดจาเลอะเทอะบ้าง บอกว่าให้ไปเอาชุดฝึกมา
แล้วก็อะไรอีกประโยคไม่รู้ จำไม่ได้
แต่จะว่าไป ก็ไม่ถือว่ามากมายอะไร ถ้าเทียบกับว่าเค้ารู้เรื่อง จำหลายเรื่อง ๆ ได้มากพอสมควร
บางวันก็บอกเราให้โทรหาป้าให้ที อยากได้ยินเสียงน้องสาวเขา แกคงคิดถึงน้องสาวแกมาก
เพราะเค้าไม่มาเยี่ยมเลย แต่โดยรวม ก็พอใจนะ คิดว่ายังไงก็น่าจะฟื้นฟูกันได้
คงไม่มีปัญหาอะไร ตอนนี้ก็รอแค่ว่า จะได้ไปทำกายภาพบำบัดเมื่อไหร่
หมอจะให้ไปทำกายภาพแล้ว แต่พอดีว่า จะต้องย้ายไปอยู่อีกตึก แล้วเตียงยังไม่ว่าง
ก็เลยยังไม่ได้ย้ายซะที แต่เคยถามพ่อนะ ว่าสู้มั้ย เค้าก็บอกว่า เค้าสู้นะ
เค้าเองก็อยากกลับบ้านเต็มที่แล้ว คิดว่า เค้าคงสู้เวลาทำกายภาพ
ตอนนี้ก็ภาวนาให้เค้าดีขึ้นทุกวัน ๆ
 
รักพ่อนะคะ
 
 
อัพเดทอาการป่วยของพ่อ (วันศุกร์ที่ 9 มิถุนายน 2549)
ไม่ได้อัพอาการของพ่อมานานมากแล้ว เพราะชีวิตวุ่นวายพอสมควร
ต้องไปดูแลพ่อบ่อยมากขึ้น และก็งานเยอะมากเลยด้วย
 
ตอนนี้พ่อย้ายมาอยู่ที่ตึกเวชศาสตร์ฟื้นฟู ชั้น 5 ของรพ.พระมงกุฏเกล้าแล้วนะคะ
ย้ายมาอยู่ตึกนี้เพื่อทำกายภาพตั้งแต่วันที่ 23 พ.ค.แล้ว
อาการก็ดีวันดีคืน ลุกนั่งเองพอได้บ้างแล้ว ขยับแข้งขาได้มากพอสมควร แรงก็เยอะ
หัวเข่าที่เคยบวมมาก ๆ จนขยับแทบไม่ได้ ตอนนี้ก็บวมน้อยลงมาก และก็ขยับได้แล้ว
อาการดีขึ้นมาก พลิกตัวแทบทั้งวัน พูดมากขึ้นเยอะ คุยฟ้องแทบจะไม่หยุด
หมายเหตุ พ่อยังเจาะคออยู่นะ พูดคุยได้ แต่ไม่มีเสียง ต้องคอยอ่านปากเอา ว่าพูดว่าไร
หรือไม่ถ้าคำไหนไม่เข้าใจก็ต้องให้เขาเขียน ซึ่งพ่อเขียนได้ไม่มีปัญหาอะไร
 
ส่วนเรื่องตา พวกเราเข้าใจกันว่า พ่อเริ่มจะมองเห็นแล้ว แต่ไม่รู้ว่าเค้ามองเห็นยังไงบ้าง
เห็นชัดแค่ไหน เพราะเคยถามเค้า ว่าเห็นหนูมั้ยพ่อ ว่าหนูยืนตรงไหน รูปร่างหนูเป็นไง ถืออะไรอยู่
เค้าก็จะตอบไม่ค่อยได้ หลาย ๆ ครั้งต้องใช้มือคลำเพื่อหาของ
เคยถามเค้าเรื่องสีเหมือนกัน ว่าเห็นมั้ยว่าหนูใส่เสื้อสีไร แม่ใส่เสื้อสีไร
แกก็ตอบถูกแทบจะทุกครั้ง ก็เลยงง ๆ ว่าตาของพ่อมองเห็นระดับไหนกันแน่
ก็ได้แต่ปลอบปนหลอกพ่อไปว่า พ่อจ๋าอย่าไปเครียดมากนะ มันไม่ดี
ถ้าเครียด ถ้ากังวล หรืออารมณ์ไม่ดีบ่อย ๆ มันมีผลกับสมอง
ทำให้ประสาทตามองเห็นช้าลง ก็ทำให้แกเย็นลงได้เยอะ เพราะแกกลัวตาบอดมากจริง ๆ
 
กฎเหล็กของที่ตึกเวชศาสตร์ฟื้นฟู คือ จะต้องมีญาติอยู่กับคนไข้ด้วยตลอด 24 ชั่วโมง 1 คน
คอยช่วยเหลือคนไข้ ทำไรให้คนไข้ทุกอย่าง ซึ่งพยาบาลเขาจะสอนให้ญาติทำไรเองทุกอย่าง
ไม่ว่าจะเป็นการให้อาหารทางสายยาง ให้ยา สอนการอุ้ม การเช็ดตัว การพาไปกายภาพ ฯลฯ
ด้วยความที่ต้องหาคนอยู่ด้วยตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้ช่วงแรกวุ่นวายพอสมควร
เพราะหาคนอยู่ด้วยไม่ได้ ไอเราก็อยากลาออกเพื่อมาดูแลพ่อ แต่แม่ก็ไม่ยอม
ให้จ้างคนอื่นแทน แม่เองก็ไม่ยอมมาอยู่ตลอด เพราะต่างคนต่างใจร้อน กลัวทะเลาะกัน
ตอนแรกก็ให้น้องชายแท้ ๆ ของพ่อมาดูแล ปรากฎว่า ไม่ถูกใจพ่อ อยู่ด้วยกันก็ทะเลาะกัน
แกก็บ่นทุกวัน สุดท้ายพ่อไม่ยอมให้อาโดนตัวเลย ไม่ยอมให้อาทำไรสักอย่าง
สุดท้าย อาน้อยใจ หนีกลับบ้านไปฉิบ
และแล้ว ก็ต้องจ้างเด็กที่เป็นหลานของคนรู้จักมาช่วยดูแล
ไอเด็กคนนี้อายุแค่ 15 ความเป็นเด็กมันยังสูง แต่ก็ดูแลได้ดีระดับนึง
ปัญหาของเด็กคนนี้คือ ขี้เซา นอนไม่รู้เรื่อง ปลุกยากมาก
พ่อพยายามปรบมือเรียกเพื่อจะขอฉี่ หรือขออึ ตั้งหลายที แต่เจ้าเด็กนี่ก็ไม่ได้ยิน เอาแต่นอน
พอแกอั้นไม่ไหว แกก็ปล่อย พอเด็กนี่ตื่นก็โวยวาย หาว่าพ่อไม่ปลุก ทั้ง ๆ ที่เวลาพ่อปลุก
คนอื่น ๆ แทบจะทั้งชั้นได้ยินพ่อหมดเลย แต่เจ้าเด็กนี่ไม่ได้ยิน
 
ปัญหาอีกอย่างคือ มันพูดมาก ชอบพูดดีใส่ตัว หาว่าพ่ออย่างโง้นอย่างงี้
ทั้ง ๆ ที่หลาย ๆ ครั้งปัญหาเกิดขึ้นก็เพราะตัวน้องเค้าเอง แต่ผิดก็ไม่เคยยอมรับผิดเลยแม้แต่ครั้งเดียว
แล้วก็ชอบแว๊บด้วย หายไปทีนาน ๆ พ่อเรียกขอความช่วยเหลือ มันก็ไม่อยู่
จนหลัง ๆ พ่อเริ่มระอาแล้ว แต่ก็ไม่รู้จะทำไงกัน ในเมื่อไม่มีทางเลือก
ถ้าจะให้ปลาลาออกมาดูแลพ่อ ตัวปลาเองก็ไม่มีปัญหาหรอก
ก็แค่ลาออกจากงานทั้ง 2 บริษัท ดูแลพ่อให้เต็มที่ พอแกดีขึ้น ก็ค่อยหางานทำใหม่
แต่พูดไงแม่ก็ไม่ยอมให้ออก เจ้านายก็เหมือนกัน ไม่ยอมให้ออก
 
อาการของพ่อโดยรวมดีขึ้นนะคะ แต่มีอันนึงที่หนักใจอยู่ระดับนึง
คือ ตั้งแต่สื่อสารกับพ่อได้ เราก็ได้รู้ว่า สมองของเค้าไม่สมบูรณ์ 100%
ยังมีความจำบางส่วนถูกทำลาย ยังจำคนรู้จักได้ไม่ทั้งหมด จำเพื่อนบางคนไม่ได้
ว่าเป็นเพื่อนที่ไหน ชื่ออะไร หรือไม่บางทีก็พูดเรื่องอะไรมาไม่รู้ ไม่เกี่ยวกับที่ควรจะพูด
เค้าจำไม่ได้แม้กระทั่ง วันที่เค้าประสบอุบัติเหตุ เรื่องราวมันเป็นยังไง..
 
พ่อคงต้องรักษาตัวอยู่ที่นี่อีกสักระยะนึง ขอบคุณทุกคนนะคะ ที่ยังถามไถ่กันอยู่เสมอ ๆ
ตอนนี้ปลากำลังรวบรวมข้อความ comments ของเพื่อน ๆ จะไปอ่านให้พ่อฟังอยู่
ปลามั่นใจนะ ถ้าพ่อรู้ ว่าทุกคนให้กำลังกันขนาดนี้ พ่อต้องรู้สึกดีขึ้นมาก ๆ เลย
จะว่าไป ก็เหมือนปาฏิหารย์นะ ที่พ่ออาการดีขึ้นมากขนาดนี้
ทั้ง ๆ ที่วันแรกที่พ่อประสบอุบัติเหตุ ใครเห็น ก็คิดว่าพ่อไม่รอดแน่ ๆ
แต่และแล้ว พ่อก็รอด กลับมาเป็นพ่อที่น่ารักของลูกเหมือนเดิม
ส่วนนึงอาจเป็นเพราะกำลังใจที่เพื่อน ๆ ชาวสเปซให้กันมา
เป็นผลบุญ และความปรารถนาดีต่าง ๆ ที่ส่งมาให้พ่อ
พอพ่อได้รับ ก็อาจทำให้พ่อดีขึ้นได้..
 
ถึงแม้ว่าพ่อจะไม่สามารถหายกลับมาเหมือนเดิมได้ 100%
แต่ก็ขอให้พ่อจำเรื่องราวดี ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างครอบครัวเรา
หรือความทรงจำดี ๆ ที่พ่อมีกับญาติพี่น้อง และสังคมเพื่อนฝูงให้ได้ทั้งหมดนะคะ
เรื่องอะไรที่มันไม่ดี ที่เป็นความทรงจำร้าย ๆ ก็ขอให้มันหายไปกับสมองส่วนที่โดนทำลาย
ครอบครัวเรากำลังเริ่มต้นใหม่อยู่นะคะพ่อ ขอให้พ่อจดจำแต่เรื่องดี ๆ
เพื่อเป็นพ่อที่ดี เป็นสามีที่ดีของแม่ต่อไป
หายไว ๆ นะคะพ่อ
 
 
3月24日

เหตุการณ์ที่ทำให้รู้สึกแย่ที่สุดในชีวิต (ตอนที่ 2)

อัพเดทอาการป่วยของพ่อ (วันพุธที่ 22 มีนาคม 2549)
วันนี้งานที่บริษัทเยอะมาก สินค้าส่งมาจากโรงงานบรรจุเต็มคันรถ 6 ล้อ
ที่ออฟฟิตมี 2 ชั้น วันนี้ของโหลดมาที่ออฟฟิตเต็มไปหมด
ทำให้ชั้นที่ 1 และชั้นที่ 2 แทบจะไม่มีที่เดิน
วันนี้ก็เลยตัดสินใจว่า จะไม่ไปเยี่ยมพ่อ จะทำงานให้ได้มากที่สุด
เพราะเดี่ยวคุณ Venu กลับจากไปดูงานที่ภูเก็ตในวันพรุ่งนี้ เรื่องจัดห้องสต็อคต้องเรียบร้อย
แต่นี่สต็อคเก่าที่มีอยู่บนชั้น 2 ยังจัดไม่เรียบร้อยเลย แต่มีของใหม่เข้ามาเพิ่มอีกแล้ว
ถึงจะไม่ใช่หน้าที่ที่เราจะต้องทำ แต่ในเมื่องานมันไม่เสร็จ เราก็จำเป็นต้องช่วย
ที่สำคัญเห็นใจน้องที่เป็น messenger ต้องมาจัดสต็อคอยู่คนเดียว
เพราะพี่อีกคนที่ต้องรับผิดชอบ ขอลางานครึ่งวัน เพราะแอร์ที่บ้านเสีย..
 
โชคดีที่วันนี้ Sales ของบริษัทสองคน เข้ามาเอาของให้ลูกค้าพอดี
เค้าก็เลยรู้ว่า ของมันล้นบริษัทไปหมดแล้ว
น้องเค้าก็น่ารัก มีน้ำใจกันมาก ก็อยู่ช่วยกันอย่างขันแข็ง ไม่บ่นสักคำ
เราเองก็พยายามช่วยเรื่องสต็อคให้เต็มที่ ส่วนงานที่เราต้องรับผิดชอบเรื่องบัญชี
ก็ตั้งใจว่า คืนนี้ต้องเอากลับไปทำที่บ้าน เพราะถ้ารอทำที่บริษัทคงไม่มีเวลาแน่นอน
แล้วถ้างานไม่เสร็จ เจ้านายก็คงดูเราไม่ดี เค้าสั่งไว้แล้ว ว่างานอื่นไม่ต้องไปแตะ
ให้ทำเฉพาะงานบัญชีที่เค้าสั่ง ไอ้เราก็นิสัยเสีย พอพี่คนนึงที่ทำงานด้วย
ไหว้วานให้ช่วยงานเค้า เราก็อดใจอ่อนช่วยไม่ได้ซะทุกที
ช่วยจนงานตัวเองไม่เสร็จ ไม่ใช่อะไร ความรู้สึกคือ ไม่อยากมีปัญหากับเพื่อนร่วมงานมากกว่า
ถ้าเราไม่ช่วยเค้า เค้าก็ชักสีหน้า บ่นบ้าง เราก็จะผิดใจกันเปล่า ๆ
ก็ทำ ๆ ไปซะ จะได้จบ ๆ กันไป แต่พอเราช่วยเค้ามาก ๆ เค้าก็จะหางานใหม่ ๆ มาให้เราเรื่อย ๆ
อึดอัดใจจัง บางทีเจ้านายถาม งานเสร็จรึยัง เราก็พูดไม่ถูก ว่าทำไมถึงไม่เสร็จ
จะบอกความจริงว่า เพราะเรามัวแต่ทำงานให้พี่เค้าอยู่ เดี๋ยวเค้าก็ไปดุพี่คนนั้นอีก
ไม่รู้จะทำไงดี..
 
วันนี้เพื่อน ๆ ที่เป็น Sales ก็บ่นเรื่องพี่คนนี้ใหญ่เลย
ที่เค้าขอลางานเพราะจะให้ช่างมาซ่อมแอร์ที่บ้าน
ทั้ง ๆ ที่รู้ว่า งานที่ออฟฟิตก็เยอะมาก
ก็พูดยากเนอะ ใครทำดีก็ได้ดี ใครทำไม่ดีก็รับกันไป..
 
และแล้วก็มีอุปสรรคที่ทำให้ช่วยงานที่ออฟฟิตจนเสร็จไม่ได้
พยาบาลที่ รพ.พระมงกุฎโทรมา บอกว่า ให้ไปเซ็นยินยอมที่โรงพยาบาลด่วน
พ่อเลือดออกไม่หยุด โดยที่ไม่รู้สาเหตุว่าผิดปกติที่อวัยวะส่วนใด
พ่อจะต้องฉีดสี เพื่อทำการเอกซเรย์ด่วน!
 
ใจหายไปที่ตาตุ่ม พ่อเป็นอะไรอีกแล้วเนี่ย
พอดีตอนที่ทางโรงพยาบาลโทรมา เพื่อน ๆ ที่เป็น Sales เค้าก็อยู่ด้วย
โชคดีที่เค้าเข้าใจกัน ก็ไล่ให้เราไปหาพ่อก่อน ไม่ต้องสนใจเรื่องงาน
ให้สั่งงานไว้ เดี๋ยวเค้าช่วยกันดูแลเอง ไม่ต้องเป็นห่วงอะไร ให้ห่วงพ่ออย่างเดียวพอ
แต่อารมณ์เราตอนนี้ก็ลน ๆ เป็นห่วงพ่อก็เป็นห่วง เป็นห่วงงานก็เป็นห่วง
ทำไรไม่ค่อยถูก จน Sales ทั้งสองคนรับรู้อาการ บอกให้เราหยุดงานทุกอย่าง แล้วรีบไปได้เลย
เราก็พยายามรีบแล้วนะ แต่กว่าจะได้ออก ก็อีกราวครึ่งชั่วโมง
เพราะมึน ๆ เดินวนไปวนมา ทำไรไม่ถูก ได้แต่บอกน้องเค้าว่าอยากให้พี่ทำอะไร ให้เขียนโน้ตไว้
เดี๋ยวพรุ่งนี้พี่มาทำให้ แล้วถ้ามีปัญหาอะไร ก็โทรเข้ามาถามได้ ฝากงานด้วยละกัน
แล้วก็รีบไปโรงพยาบาลด้วยอารมณ์มึน ๆ งง ๆ เบลอ ๆ
 
มาถึงโรงพยาบาลประมาณ 6 โมงครึ่ง ก็ไม่เห็นพ่อที่เตียง
เพราะพ่อถูกนำตัวเข้าไปตรวจที่ห้องเอกซเรย์แล้วตั้งแต่ตอนประมาณ 5 โมงเย็น
ซึ่งก่อนหน้านี้ตอนที่คุยโทรศัพท์ เราขอพยาบาลไว้
ว่าตอนนี้ติดงานอยู่ คงรีบไปไม่ทัน ยังไงให้พ่อไปตรวจก่อน เดี๋ยวจะตามไปเซ็นให้
ซึ่งพยาบาลก็เข้าใจ บอกว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวเค้าจะไปตรวจให้ก่อนก็ได้ แต่ยังไงอย่าลืมมาเซ็นด้วย
 
ก่อนเซ็นก็มีโอกาสได้คุยกับพยาบาลที่ดูแลพ่อในห้อง ICU
ว่าการตรวจครั้งนี้ เค้าจะมีอันตรายมั้ย
เพราะเท่าที่อ่านจากใบยินยอม เค้าจะมีคำพูดทำนองว่า
เนื่องจากการฉีดแสงสีทึบเข้าไปในร่างกาย จะทำให้ร่างกายของคนไข้
มีผลข้างเคียงบ้าง เช่น วิงเวียน คลื่นไส้ กระอักกระอ่วน หายใจผิดปกติ หรือหายใจล้มเหลวได้
ก็ทำให้เรากลัวว่าพ่อเราจะไหวเหรอ
แต่พยาบาลเค้าก็บอกว่า หมอเค้าลงความเห็นแล้ว
ว่าถ้าให้เลือกระหว่างการฉีดสีแล้วมีผลข้างเคียงบ้าง
กับการปล่อยให้คนไข้เลือดออกไม่หยุดโดยไม่รู้สาเหตุ
หมอขอเลือกอย่างแรกดีกว่า..
เพราะจริง ๆ แล้วมันก็ไม่ได้อันตรายมาก การฉีดสีอาจทำให้ของเสียในร่างกายตีขึ้นมาในร่างกายมากขึ้น
แต่ทุกอย่างจะกลับมาปกติ ถ้าคนไข้ได้ฟอกไต หรือว่าขับสารที่ฉีดเข้าไปออกมาทางฉี่
เพียงไม่กี่ชั่วโมงก็จะดีขึ้นเอง
 
ถึง ณ ตอนนี้ ก็คงต้องยินยอมแล้ว เพราะคิดว่าหมอคงเลือกทางที่ดีที่สุดให้พ่อเราแล้ว
เท่าที่ทราบมา พ่อเสียเลือดเยอะ จนถึงขนาดว่าต้องให้เลือดเพิ่มถุงนึงเลย
 
เห็นแม่บอกว่า เมื่อวานที่มาเยี่ยมพ่อ ปกติแม่ก็ไม่เคยเปิดดูที่ผ้ารองก้นพ่อ
แต่ไม่รู้นึกยังไง เอะใจ เปิดดูที่ก้น ถึงได้รู้ว่า มีเลือดออกมาเยอะ
พยาบาลก็บอก เค้าถ่ายเป็นเลือดมาวันนึงแล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม วันนี้ก็เพิ่งให้เลือดไปถุงนึง
ตอนนั้นพ่อบ่น คัน ๆ แล้วก็ปวดท้อง แม่ก็เลยเกาให้ แล้วก็ค่อย ๆ เปิดผ้าดู
ถึงได้รู้ว่าพ่อเป็นอะไร
แม่เล่าว่า เลือดที่แม่เห็นมันออกมาเยอะมาก ออกมาเป็นลิ่ม ๆ เหมือนเลือดหมูสด ๆ
แม่ก็ตกใจใหญ่ แล้วก็พกความไม่สบายใจ ติดกลับมาที่บ้านด้วย
เราเองก็ไม่สบายใจไปด้วย นึกโทษตัวเองที่ไม่ได้ไปเยี่ยมพ่อ
เลยไม่มีใครรู้ว่าพ่อมีโรคใหม่เข้ามาแทรกซ้อนอีก
 
ถามพยาบาลว่าพ่อจะออกมาตอนประมาณกี่โมง
พยาบาลก็บอกว่า เข้าไปตั้งแต่ 5 โมงเย็น ไม่น่าเกินสองทุ่มก็น่าจะออกมาได้แล้ว
พอดีเราเอางานที่ออฟฟิตกลับมาทำที่บ้านด้วย ก็เลยต้องรีบขอตัวกลับบ้านก่อน
แต่ขอพยาบาลไว้ว่า วันนี้ขออนุญาตโทรมาถามอาการได้มั้ยคะ
เพราะอยู่รอไม่ได้จริง ๆ มีงานต้องทำอีกเยอะเลย
พยาบาลก็ใจดี บอกว่าให้วันนี้วันเดียวนะคะ ครั้งต่อไป ไม่ให้โทรถามนะคะ
ก็นัดกันไว้ว่า ประมาณสองทุ่มกว่า ๆ จะโทรมาถามอาการพ่ออีกที
 
พอออกมาจากโรงพยาบาลสักพัก แม่ก็โทรเข้ามาหา บอกว่าพี่หนึ่งกำลังไปโรงพยาบาลนะ
จะไปอยู่เป็นเพื่อนนั่งรอพ่อ เราก็เลยบอกแม่ไปว่า ตอนนี้ออกมาแล้ว ต้องไปทำงานต่อ
ก็ดีแล้วที่พี่หนึ่งมา บอกให้พี่หนึ่งรอจนกว่าพ่อจะออกมาละกัน
จะได้คุยกับหมอว่าพ่อเป็นอะไรร้ายแรงรึเปล่า
คุยกับแม่ยังไม่ทันเสร็จ พี่หนึ่งก็สายซ้อนเข้ามาพอดี
ก็เลยบอกให้เค้ารอพ่อออกมาก่อนนะ แล้วค่อยกลับ
เผื่อเค้าเป็นอะไรมาก จะต้องเซ็นยินยอมผ่าตัด ก็จะได้มีคนอยู่
พี่ก็โอเค อยู่รอหมอ ส่วนเราก็ไปทำงานต่อ แล้วก็รอฟังข่าวจากพี่ชาย
 
ประมาณสองทุ่ม พี่โทรมา บอกว่า หมอตรวจไม่เจอว่าพ่อเป็นอะไร
ตรวจระบบทางเดินอาหารก็ปกติดี ไม่เห็นว่าเป็นอะไร
แต่ว่าเลือดหยุดแล้ว หมอบอกว่า ถ้าตรวจไม่เจอ ก็ต้องรอดูอาการสักพักนึงก่อน
ถ้าไม่ดีขึ้น พรุ่งนี้อาจจะต้องเอกซเรย์ซ้ำอีกที..
 
พูดไม่ถูกเลย ว่าคำพูดของหมอทำให้เราสบายใจขึ้นหรือแย่ลง
ดีใจที่เลือดพ่อหยุดแล้ว แต่ไม่สบายที่ไม่รู้สาเหตุว่าเลือดออกเพราะอะไร
แค่เลือดออกมันก็เป็นสัญญาณที่ไม่ดีแล้ว พ่อเป็นอะไรกันแน่นะ อยากรู้จริง ๆ เลย..
 
 
อัพเดทอาการป่วยของพ่อ (วันพฤหัสบดีที่ 23 มีนาคม 2549)
วันนี้งานที่บริษัทยุ่งมาก จนทำให้รู้สึกปวดหัวจี๊ด ๆ อย่างหนัก
รู้สึกกระอักกระอ่วน หวิว ๆ เหมือนจะเป็นลม
แต่วันนี้ก็ต้องไปเยี่ยมพ่อ เพราะวันนี้ตอนบ่ายโมงพ่อต้องฉีดสีแล้วเอกซ์เรย์อีกครั้งนึง
 
วันนี้เรารู้สึกแย่เอาซะมาก ๆ เลย ทำงานหนักเกินไป แล้วก็พักผ่อนน้อย
ช่วงเวลาที่เดินทางไปโรงพยาบาลช่างทรมานจริง ๆ
อยู่บนรถไฟฟ้า ถึงแม้ว่าแอร์จะเย็น แต่เราก็รู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ ไงไม่รู้
ปวดหัวอย่างแรง แทบจะร้องไห้
พอมาถึงอนุสาวรีย์ชัย ก็นึกอยู่ว่าจะเดินไปโรงพยาบาลไหวมั้ยน้า
จะไปเป็นลมตรงไหนมั้ยเนี่ยเรา ก็เตรียมพร้อมสำหรับการเป็นลม
โดยการเก็บโทรศัพท์มือถือไว้ในกระเป๋า รูดซิบเรียบร้อย
ซึ่งปกติจะถือโทรศัพท์ไว้ตลอด เพราะมีคนโทรเข้ามาเรื่อย ๆ จะได้รับได้เร็ว ๆ
อารมณ์งก กลัวว่าถ้าเป็นลมไป ก่อนที่จะมีคนมาช่วย จะมีใครมาขโมยมือถือเราซะก่อน
ถ้ามือถือหายล่ะแย่แน่ ๆ เรา เบอร์คนโน้นคนนี้เต็มมือถือไปหมด
ดู ๆ จะเป็นลมอยู่รอมร่อ ยังมาหวงของอีก ขี้งกจริง ๆ เรานี่...
 
พอไปถึงโรงพยาบาล ก็ถามพยาบาลว่าตกลงพ่อเป็นยังไงบ้าง
พยาบาลบอกว่า ตรวจไม่เจออะไรผิดปกติ ยังไม่รู้สาเหตุว่าเป็นที่อะไร
แต่วันนี้ก็มีเลือดออกมาอีก เฮ่อ.. กลุ้มจริง ๆ เลย พ่อเป็นอะไรกันแน่นะ
ตอนนี้พ่อจะรู้สึกปวด รู้สึกทรมานบ้างมั้ยนะ
ถามอะไร พ่อก็ไม่ยอมตอบเลย เอาแต่นอนอย่างเดียว แล้วหนูจะรู้ได้ยังไงอ่ะพ่อ
 
และวันนี้ได้มองหน้าพ่อ มองร่างกายพ่อชัด ๆ
พ่อผอมลงมากกกกก มากจนจำหน้าแทบไม่ได้
หน้าแกเปลี่ยนไปเยอะ ไม่เห็นเค้าโครงหน้าของคนอารมณ์ดี ยิ้มแย้มแจ่มใส่เลย
เห็นแต่ใบหน้าอมทุกข์ เศร้า ๆ ลอย ๆ
เดือนกว่าแล้วนะ ที่พ่อต้องนอนอยู่ในโรงพยาบาล หนูไม่รู้ว่าในใจพ่อคิดอะไรอยู่บ้าง
แต่อยากบอกให้พ่อรู้ไว้ ว่าทุกวัน พวกเราภาวนาขอให้พ่อหายไว ๆ
ให้พ่อดีขึ้น ให้พ่อกลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันในครอบครัว
หนูอยากให้พวกเราชดเชยช่องว่างที่มันเคยขาดหายไป
ช่วงเวลาที่ครอบครัวเรามีเรื่องผิดใจและบาดหมางกัน
ช่วงเวลาที่เราทุกคนรู้สึกว่า ครอบครัวเราไม่อบอุ่น
หนูอยากให้พ่อหายเร็ว ๆ นะ เราจะได้ช่วยกันแก้ไขความรู้สึกที่ไม่ดีในช่วงเวลานั้นไป..
หนูรักพ่อนะ..
 
พยาบาลบอกว่า พรุ่งนี้ต้องขออนุญาตตรวจเช็คอีกทีนะ
ด้วยวิธีใหม่ ก็ไม่รู้เหมือนกัน จำไม่ได้แล้ว ว่าวิธีอะไร
เพราะวันนี้เราเองก็ไม่สบาย เบลอมากเลย
มาเยี่ยมพ่อ ทั้ง ๆ ที่ตัวเองก็จะตายอยู่รอมร่อ
 
วันนี้มีเหตุการณ์ที่ประทับใจมาก ๆ เกี่ยวกับพยาบาลให้ห้อง ICU ตึกอุบัติเหตุชาย ชั้น 4
ปกติเราจะเจอกับพยาบาลกะเย็นเป็นซะส่วนใหญ่ ก็เจอกันบ่อย คุยกันบ่อย จนคุ้นเคยกันดี
ปกติเราก็ประทับใจพยาบาลที่นี่อยู่แล้ว เพราะเรารู้ว่าเค้าดูแลพ่อเราเป็นอย่างดี
อีกอย่างพยาบาลที่นี่เวลาถามอะไร ก็มักจะตอบให้เราได้อย่างกระจ่างแจ้ง ไม่มีคำถามอีก
เวลาเราถามก็ไม่ชักสีหน้า ตอบให้ด้วยความเต็มใจ ไม่เหมือนกับพยาบาลที่จ.อยุธยา
ที่สำคัญส่วนใหญ่ เราแทบจะไม่ต้องเดินไปถามเค้าเลย ว่าวันนี้พ่อเป็นยังไงบ้างคะ
เค้ามักจะเดินมาคุยกับเราเอง โดยที่เราไม่ทันได้เอ่ยปากถามอะไร
และที่ดีที่สุด คือ พยาบาลน่ารักและใจดีมาก เข้าใจที่เรามาเยี่ยมช้า เกินเวลาเยี่ยมแทบทุกวัน
เค้ารู้ว่าเราติดงาน มาเยี่ยมไม่ทันจริง ๆ แต่ก็ใจดี อนุญาตให้เยี่ยมได้ทุกครั้ง
 
เหตุการณ์ที่ประทับใจมาก ๆ วันนี้คือ ด้วยความที่เรารู้สึกเหมือนจะเป็นลม
ก็เลยเดินไปขอพยาบาล ถามว่ามีที่วัดความดันมั้ย รู้สึกเหมือนตัวเองจะเป็นลม
พี่พยาบาลก็รุมถามกันใหญ่ ว่าเป็นอะไรมากมั้ย ทานอะไรรึยัง ไดเอทเหรอ
เราก็บอก "ปล่าว ไดเอท แต่เครียดเรื่องงาน งานมันเยอะ"
พี่พยาบาลผู้ชายก็เลยให้เราไปนั่งใกล้ ๆ เตียงพ่อ แล้วก็หยิบเครื่องวัดความดันจากแขนพ่อเรามาใส่ที่แขนเราแทน
ก็วัดความดันจึงรู้ว่าสูงมากเหมือนกัน วัดเสร็จก็เอาเครื่องวัดออกซิเจนในเลือดที่ลักษณะเป็นปลอกใส่ที่นิ้ว
ก็รู้ว่ามันยังปกติดี นึก ๆ ก็ขำ ได้เล่นเครื่องนู่นเครื่องนี่เยอะแยะเลย
เห็นเครื่องมือพ่อหลายอย่าง ได้ลองใช้เองบ้างละ
ส่วนพี่พยาบาลผู้หญิงที่น่ารัก ก็หายาคูลล์มาให้ขวดนึง บอกว่าให้ทานรองท้องไปก่อนนะ
พี่ไม่มีไรให้ทานจริง ๆ เหลือยาคูลล์แค่ขวดเดียว เอาไปก่อนละกัน พี่ให้
รู้สึกดีจริง ๆ เลย.. มันตื้นตันใจอย่างบอกไม่ถูก
พี่ผู้ชายกลัวน้อยหน้า วัดความดันกับวัดออกซิเจนเราเสร็จ ก็ไปหาแอมโมเนียมาให้เราดม
เอาเข้าไป แทนที่พวกเค้าจะมาดูแลพ่อเรา กลับกลายต้องมาดูแลญาติคนไข้ด้วย ขำจริง ๆ
ขอบคุณนะคะ พี่ ๆ ทุกคน จะไม่ลืมพระคุณเลย
 
นั่งอยู่จนเลยเวลาเยี่ยมแล้วก็อาการยังไม่ดีขึ้นเลย ยังปวดหัวอยู่เลย เหมือนจะเป็นลมให้ได้
ก็เลยตัดสินใจกลับดีกว่า ได้เดินไปสูดอากาศข้างนอกหน่อยก็น่าจะดีขึ้น
ปรากฎว่า พอลงไปเข้าห้องน้ำชั้นสอง กะว่าจะไปฉี่ แต่พอถึงห้องน้ำปุ๊บก็เกิดอาการคลื่นไส้ขึ้นมาทันที
อ้วกซะเกือบหมดท้อง โล่งขึ้นไปเยอะ
แม่ก็โทรเข้ามาตอนเรากะลังอ้วกพอดี บอกว่า เป็นไรลูก ไม่สบายเหรอ
กลับบ้านเรานะ นั่งแท็กซี่กลับบ้านมาเลย เดี๋ยวแม่ออกตังค์ให้
ถ้าไม่สบายต้องกลับบ้านเรานะลูก จะอยู่หอคนเดียวได้ไง
แม่เป็นห่วงนะ เดี๋ยวแม่ดูแลเอง กลับมานะลูก..
 
ใครได้ยินแบบนี้ ถ้าไม่กลับบ้านก็คงใจร้ายเกินไปหน่อยแล้ว
รู้สึกดีจังเลยที่แม่เราเป็นห่วงเรามากขนาดนี้ อาทิตย์ก่อนที่เจ็บคอ แม่ก็เร้า ๆ จะให้เรากลับบ้าน
แต่เรากลับไม่ไหว ก็เลยขอนอนพักที่หอ แม่ถึงได้ยอม แต่ก็ไม่วายสั่งแล้วสั่งอีก
ว่าให้ไปหาหมอซะนะ โทรมาเช็คว่าเราดีขึ้นหรือยัง
ขอบคุณนะคะแม่ ที่เป็นห่วงหนู
ตั้งแต่เกิดเรื่องพ่อ หนูรับรู้ได้ ถึงความห่วงใย ความอบอุ่นที่เรามีให้กันมากขึ้นเยอะเลย
หนูจะพยายามเป็นลูกที่ดีของพ่อกับแม่นะคะ หนูสัญญา..
 
 
อัพเดทอาการป่วยของพ่อ (วันศุกร์ที่ 24 มีนาคม 2549)
วันนี้หมอตรวจเช็คพ่ออีกครั้งแล้ว ว่าพ่อเป็นอะไร ทำไมถึงมีเลือดออกมา
ผลออกมาแล้ว ปรากฎว่าพ่อเป็น... ริดสีดวง
ขำจริง ๆ เลย ตกอกตกใจแทบแย่ นึกว่าพ่อเป็นอะไร
เราเองนึกเลยเถิดไปว่า แกจะเป็นมะเร็งลำไส้รึเปล่าว้า
เพราะแกเคยเป็นลำไส้อักเสบ หรือว่าแกจะเป็นโรคกระเพาะ
 
ขำจริง ๆ ที่สองครั้งแรกตรวจไม่เจอ เพราะหมอเค้าไม่คิดว่าจะเป็นริดสีดวง
ก็เอกซเรย์อยู่แต่พวกระบบทางเดินอาหาร กระเพาะ ลำไส้ อะไรทำนองเนี้ย
เลยทำให้ไม่เห็นสิ่งผิดปกติอะไร
แต่วันนี้ลองดูว่าเป็นริดสีดวงรึปล่าว ปรากฎว่า พอตรวจปุ๊บ ก็เจอปั๊บเลย
เส้นผมบังภูเขาจริง ๆ ทำเอาพวกเราตกอกตกใจแทบแย่ ไม่เป็นอันกินอันนอน เป็นห่วงพ่อสารพัด
 
แม่เล่าว่า ก็รู้ว่าพ่อเคยเป็นริดสีดวงอยู่
ก็ดีแล้ว ผ่าตัดไปเลย ต่อไปแกก็จะไม่ต้องเป็นอีกแล้ว
พี่ชายก็บอกว่า ดีเหมือนกัน ถือโอกาสตรวจระบบทางเดินอาหารพ่อไปในตัว
ถ้าแกไม่บ่นปวดท้อง ถ้าเลือดไม่ออก ก็จะไม่ได้รู้เลย ว่าระบบทางเดินอาหารแกยังปกติอยู่
เฮ่อ.. พ่อนี่หาอะไรมาให้เราตกใจอยู่เรื่อยเลยน้า..
 
 
อัพเดทอาการป่วยของพ่อ (วันเสาร์ที่ 25 - วันพุธที่ 29 มีนาคม 2549)
อาการของพ่อช่วงนี้ทรง ๆ อยู่ ไม่ดี ไม่แย่ไปกว่าเดิม
วันจันทร์ที่ผ่านมา พ่อต้องฟอกเลือด เพราะเลือดมีของเสียปนอยู่เยอะเกินไป
ก็ฟอกทั้งเลือด ฟอกทั้งไต
 
ส่วนวันนี้ (วันพุธที่ 29) แม่ไปเยี่ยมพ่อตอนกลางวัน เลยบังเอิญได้เจอหมอที่ดูแลเรื่องปอด
ก็ถามไถ่เรื่องปอดที่หมอเคยบอกว่าติดเชื้อ หมอก็บอกว่า ดีขึ้นแล้ว เชื้อน้อยลงมาก
จนแทบจะไม่มีแล้ว แต่ยังไงเดี๋ยวเย็นนี้จะเอาตัวพ่อไปเอกซเรย์อีกทีเพื่อความมั่นใจ..
 
แล้วแม่ก็ยังมีโอกาสได้เจอหมอที่ดูแลเรื่องไตอีก
หมอที่ดูแลเรื่องไตบอกว่า ไตพ่อดีขึ้นมาก จากที่ตอนแรกมี Plan ว่า
จะต้องฟอกไตอาทิตย์ละ 3 ครั้ง ก็อาจจะเหลือแค่ 2 ครั้งต่อสัปดาห์
หรือถ้าดีขึ้นก็อาจจะฟอกไตแค่อาทิตย์ละครั้งพอ..
 
ตอนนี้หมอที่อยากเจอที่สุดคือ หมอที่ดูแลเรื่องสมอง
ครั้งล่าสุดที่มีโอกาสได้พูดคุยกับหมอ
หมอบอกว่า สมองไม่น่ามีปัญหาอะไรแล้ว เลือดก็ไม่มีซึมออกมาแล้ว
แต่ตอนนี้มีคำถามที่อยากถามคุณหมอมาก ๆ คือ
ในเมื่อตอนนี้อวัยวะหลาย ๆ อย่างของพ่อดีขึ้นแล้ว
แต่ทำไมพ่อยังเหมือนไม่รู้สึกตัวเท่าไหร่ ไม่ค่อยมีปฏิกิริยาตอบสนองอะไรเลย
ดูง่วง ๆ ซึม ๆ จะนอนตลอดเวลา อยากรู้ว่าเค้าเป็นอะไร
แทบจะทุกครั้งที่ไปเยี่ยมพ่อ ไม่เคยได้คุยอะไรกันเลย
เพราะพ่อจะหลับแทบตลอดเวลา ถึงไม่หลับเวลาเราคุยกับเค้า เค้าก็ไม่ตอบสนองอะไรมาเลย
อยากมากก็แค่บีบมือกันแป๊บเดียว
จนเราแทบไม่อยากจะคุยอะไร ก็ได้แต่ยืนมองเค้าเฉย ๆ ให้เค้าพักผ่อนไป
 
อยากถามหมอมาก ๆ ว่าพ่อเป็นอะไร
เค้าต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหน กว่าจะฟื้นตัวได้ กว่าเค้าจะรับรู้
อวัยวะส่วนใดที่มีปัญหา แล้วทำให้เค้าซึม เป็นเพราะไตหรือว่าสมองหรือว่าส่วนใดกันแน่
อยากให้เค้ารับรู้ไว ๆ เห็นเค้าโวยวาย ๆ พูดไม่หยุดยังรู้สึกดีกว่าเค้านอนนิ่งเฉย ๆ อีก
ตอนนี้ไม่รู้จะทำไงเหมือนกัน รู้สึกกลุ้มแบบปลง ๆ...
 
พรุ่งนี้แม่นัดหมอที่ดูแลเรื่องสมองไว้ให้ตอน 7 โมงเช้า
จะบ้าตาย เราจะตื่นไหวมั้ยเนี่ย
ตอนนี้ที่อัพบล็อคอยู่ ก็นั่งทำงานอยู่ที่ร้าน ป.กุ้งเผา กว่าจะเลิกงานก็ตี 1
กว่าจะกลับถึงหอ กว่าจะอาบน้ำ กว่าจะหลับ ก็คงตี 3 ได้
แล้วต้องตื่นตี 5 โอย.. ทรมานจริง ๆ
แต่ก็ต้องไปอ่ะนะ เพราะนัดคุณหมอยากเหมือนกัน กว่าจะนัดได้ ยังไงก็ต้องไป..
ฮื่อ..อออ
 
วันนี้มีเรื่องน่าตกใจอยู่อย่าง
ทางโรงพยาบาลแจ้งเรื่องค่าใช้จ่ายของพ่อ ว่าตั้งแต่พ่อเริ่มเข้ามารักษาตัว คือตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม
จนถึงปัจจุบัน (วันที่ 29 มีนาคม) รวมค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น 387,112.25 บาท
เหอเหอ โชคดีว่า ค่าใช้จ่ายแทบจะทั้งหมด พ่อเบิกได้ (พ่อเป็นทหารมีสวัสดิการอยู่)
แต่ก็มีค่าใช้จ่ายบางตัวที่เบิกไม่ได้ เป็นเงินทั้งสิ้น 6,817.00 บาท
โอย.. นี่แหละปัญหา ต้องไปหาเงินมาจ่ายโรงพยาบาลอีกเกือบ 7 พันแน่ะ
ต้องเหนื่อยพี่ชายต้องไปหามาอีกแล้ว..
 
หลังจากที่พ่อประสบอุบัติเหตุ ทำให้พวกเราบรรดาลูกเมีย ได้มรดกหนี้มากมายไปตาม ๆ กัน
ตอนนี้ที่บ้านวุ่นวายพอสมควร ไหนจะกลุ้มใจเรื่องพ่อป่วย
ไหนจะต้องสำรองเงิน เพื่อใช้ในการรักษาพ่อ
แล้วยังต้องกลุ้มใจเรื่องต้องหาเงินมาใช้หนี้ให้พ่อเกือบล้านนึงได้อีก
เรื่องหนี้สิน พี่ชายต้องรับบทหนัก เพราะเค้ามีรายได้มากกว่าเรา
นี่พี่ชายก็เพิ่งจองรถไป จะออกรถใหม่ ก็คงต้องมีค่าผ่อนรถต่อเดือนอีกประมาณ 13,000
ส่วนเรา ก็ทนนั่งรถเมล์ไปก่อน ชีวิตลุยจริง ๆ
เช้ามาต้องนั่งรถเมล์บ้าง รถไฟฟ้าใต้ดินบ้าง รถมอเตอร์ไซค์บ้าง รถแท็กซี่บ้าง เพื่อไปทำงานแถวคลองเตย
ค่าเดินทางตอนเช้าอย่างเดียวก็ร่วมร้อยบาท
พอเลิกงานก็ต้องรีบเผ่นมาดูพ่อที่โรงพยาบาลแถวอนุสาวรีย์ชัยฯ
ถ้าเลิกงานไว ก็นั่งรถเมล์ได้ เสียค่ารถแค่ 6.50 บาท
แต่ถ้าเลิกช้า ไปไม่ทันเยี่ยมตอน 6 โมง ก็ต้องนั่งรถไฟฟ้าไป
ซึ่งต้องเสียค่ามอ'ไซค์รับจ้าง 40 บาทไปลงสถานีรถไฟฟ้า BTS อโศก
แล้วก็ต้องเสียค่ารถไฟฟ้าอีก 30 บาท เพื่อไปลงอนุสาวรีย์ชัยฯ
แพงกว่ากันเยอะเลย ระหว่างการนั่งเมล์กับรถไฟฟ้า
 
แล้วพอเยี่ยมพ่อเสร็จก็ต้องนั่งรถเมล์ไปทำงานต่อที่ร้าน ป. หรือไม่ก็กลับหอ
สรุปค่ารถวันนึงร่วมสองร้อยได้ อยากซื้อรถเร็ว ๆ จัง
เสียดายว่าต้องรอประมาณเดือนพฤษภาก่อน ถึงจะซื้อรถได้
ตอนนี้เงินยังไม่พอ เฮ่อ.. เหนื่อยจัง เหนื่อย เหนื่อย เหนื่อย...
 
ขอบคุณเพื่อน ๆ ทุกคนนะคะ ที่ยังแวะเวียนมาให้กำลังใจกันอยู่เรื่อย ๆ
ยินดีที่ได้รู้จักทุกคนนะคะ
ไว้วันอาทิตย์จะพยายามเคลียร์ตัวเองให้ว่าง
เพื่อจะแวะไปเยี่ยมสเปซเพื่อน ๆ บ้าง
แวะไปเมื่อไหร่จะ comment ไปบอกนะ
บ๊ายบายค่ะ
 
 
อัพเดทอาการป่วยของพ่อ (วันพฤหัสบดีที่ 30 มีนาคม 2549)
วันนี้นัดคุยกะหมอตอน 7 โมงเช้า ที่ห้องพ่อ
และแล้วก็เป็นอย่างที่คาด เราตื่นสายจนได้
กว่าจะได้ออกจากบ้านก็ 6 โมง 40 แล้ว
ด้วยความกลัวที่ว่าจะไม่ได้คุยกะหมอ เลยทำให้ต้องตัดสินใจนั่งแท็กซี่ไป
ถึงโรงพยาบาลตอน 7.15 น. หมดค่าแท็กซี่ไป 75 บาท
แต่พอไปถึง ถามพยาบาล พยาบาลบอกว่า หมอยังไม่มา
หมอจะมาประมาณ 8 โมง แล้วพอมา ก็จะเข้าห้อง OPD เลย
อ๊าว! ก็นัดกันแล้วนี่ ไหงงั้นอ่ะ
แต่ไม่เป็นไร เพราะพยาบาลบอกว่า เดี๋ยวนัดให้ใหม่
ก็ถามว่าเราจะว่างกี่โมง ก็เลยบอกไปว่า ช่วงเที่ยง ๆ บ่าย ๆ ก็ได้
เดี๋ยวให้แม่เข้ามาคุยแทน ช่วยนัดให้ด้วยละกันนะคะ
ก็เลยสรุปว่านัดให้มาตอนเที่ยงครึ่งอีกที
 
พอเที่ยงแม่ก็มาถึงโรงพยาบาล ก็มีโอกาสได้คุยกับหมอศัลยประสาทท่านนึง
เท่าที่คุย หมอบอกว่า ตอนนี้อาการพ่อหลาย ๆ อย่างดีขึ้นแล้ว
ด้านสมอง ก็ไม่มีเลือดซึมออกมาอีกแล้ว ก็ปรกติดี
ด้านไต ก็ไม่จำเป็นต้องฟอกบ่อย ๆ แล้วเช่นกัน
ด้านปอด ก็ติดเชื้อน้อยลงมากแล้ว จนแทบจะไม่มีเชื้อหลงเหลืออยู่แล้ว
ส่วนขา ก็ผ่าตัดไปเรียบร้อยหมดแล้ว
ตอนนี้เหลือแค่ว่า รอดูอาการไป เหมือนการพักฟื้นมากกว่า
ส่วนตา หมอบอกว่า โอกาสเห็นก็น้อย
หมอตอบไม่ได้ ว่าเค้าจะเห็นหรือไม่
เพราะทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับตัวคนไข้เอง ว่าเค้าจะตอบสนองเราได้มากเพียงใด
หมอจำเป็นต้องให้คนไข้รู้เรื่องก่อน ถามตอบได้ ถึงจะบอกได้ว่า
มีเปอร์เซนต์ในการเห็นบ้างหรือไม่
เพราะระยะหลัง ๆ ก็ตอบได้บ้าง ตอบไม่ได้บ้าง ทำให้ไม่สามารถสรุปอะไรได้..
 
ก็เลยทำให้ยังมีข้อสงสัยเหมือนเดิม
ว่าแล้วเมื่อไหร่ พ่อจะดีขึ้น พ่อจะถอดเครื่องช่วยหายใจได้
หรือพ่อจะสามารถพูดคุยสื่อสารกันได้เหมือนเดิม
รู้นะว่าผิดที่ใจร้อนอยากจะรู้ แล้วไปคาดคั้นเอากับหมอกับพยาบาลให้เค้าลำบากใจ
แต่อยากให้เข้าใจ ว่าเป็นเพราะเราไม่มีความรู้จริง ๆ
หากเรามีความรู้เหมือนหมอเหมือนพยาบาล เราคงรู้และเข้าใจดี
ว่าตอนนี้อาการเค้าถือว่าดีขึ้นหรือว่าเป็นหนัก
อาจจะสามารถประเมิณได้ ว่าพ่อน่าจะหายเป็นปกติเมื่อไหร่
เราเข้าใจในความรู้สึกของคุณหมอและพยาบาลดี
ว่าเค้าก็ไม่กล้าที่จะฟันธงกับเรา ว่าพ่อเราจะหาย จะดีขึ้นแน่นอน
เพราะหากมันไม่เป็นอย่างงั้น เค้าก็อาจจะกลัวว่าเราจะไปโทษเค้า
หาว่าคราวที่แล้ว ไหนบอกว่าเค้าจะหายหรือจะดีขึ้นไง..
แต่จริง ๆ แล้ว ไม่ใช่หรอกค่ะ
ที่บางครั้งต้องถาม ก็เพราะในใจมันรุ่มร้อน
บางทีก็ไม่รู้จะถามอะไร นึกไรได้ก็พูดไป
ในใจมีแต่ห่วงใยเค้า อยากให้เค้าหายไว ๆ
เพราะรู้ดีว่าจิตใจตอนนี้ของพ่อคงจะแย่เอามาก ๆ
 
พ่อคงรู้ตัวแล้ว ว่าตัวเองมองไม่เห็น เชื่อว่าเค้าต้องเสียใจมาก
เค้าเป็นคนที่ชอบสังคมเฮฮา แต่ต้องมานอนอยู่บนเตียงเฉย ๆ
โดยที่ไม่มีโอกาสได้พบปะหน้าใคร ได้ยินแต่เสียงของหมอ พยาบาล ลูกและเมีย
เค้าก็คงรู้สึกไม่ดี..
จากคนที่สามารถทำอะไรด้วยตัวเองได้ทุกอย่าง แต่ต้องมาเป็นแบบนี้
 
ถ้าถามว่า..หากเป็นเรา เราจะทนได้มั้ย เราจะทำยังไง แล้วเราจะรู้สึกยังไง
ถ้าวันนึงต้องตื่นมาพบว่า ตาเราไม่สามารถมองเห็นอะไรในโลกนี้ได้อีกแล้ว
ไม่สามารถสัมผัสและรับรู้อะไรได้ด้วยตาอีกแล้ว
เราจะไม่สามารถมองเห็นหน้าคนที่เรารัก
เราจะไม่สามารถเดินไปไหนมาไหนเร็ว ๆ เวลาเร่งรีบได้อีกแล้ว
เราจะไปทำงานพบปะผู้คนไม่ได้อีกแล้ว
วัตถุเป็นอย่างไร รูปร่างเป็นอย่างไร แสงสีเป็นอย่างไร ความสุขเป็นอย่างไร
เราคงไม่ได้รับรู้อีกแล้ว.. ถามว่า เราจะทนได้มั้ย เราจะทำใจได้มั้ย
บอกตรง ๆ ว่าหากเป็นปลาเอง ปลาคงทำใจไม่ได้
พูดไม่ถูกเหมือนกัน ว่าจะถึงกับฆ่าตัวตายมั้ย
รู้แต่ว่า นิสัยคงเปลี่ยนเป็นคนละคน คงเงียบขรึม ซึมลงอย่างเห็นได้ชัด
คงจะเก็บตัวเงียบอยู่แต่ในห้อง และคงต้องใช้เวลาในการเยียวยารักษาแผลใจอีกนาน..
 
ตอนนี้ได้แต่เพียงพยายามคิดถึงใจพ่อบ่อย ๆ ว่าพ่อจะรู้สึกยังไง
หากเปลี่ยนจากพ่อเป็นเราที่นอนอยู่อย่างงั้น
เราจะอยากได้อะไรจากคนที่เรารัก..
คำตอบคือ.. กำลังใจ
 
ตอนนี้ของขวัญที่ให้พ่อได้ มีแค่สองอย่าง
คือ ความรักและกำลังใจ
ดูแลเค้าให้ดีที่สุด เป็นกำลังใจให้เค้ามีแรงต่อสู้
หากไม่มีเราตอนนี้ เค้าคงทรุดลงแน่ ๆ..
 
เคยคิดเล่น ๆ กับแม่ ว่าหากครอบครัวเราต้องมีใครเป็นอะไรไปอีกสักคน
ก็คงมีหวังได้ฆ่าตัวตายตาม ๆ กันไปหมดแน่..
 
หนูอยากให้พ่อหายไว ๆ จัง หนูปริ๊นท์ comments
ที่เพื่อน ๆ สเปซ comments มาให้ เยอะแยะเต็มไปหมด
รอจะอ่านให้พ่อฟัง อยากให้พ่อรู้ ว่ามีคนมากมายภาวนาขอให้พ่อหายไว ๆ
 
อยากบอกว่า ทุกวันนี้ที่ปลามีกำลังใจอยู่ได้
เพราะเพื่อน ๆ จริง ๆ
เพราะคำว่า สู้นะ เป็นกำลังใจให้นะ ที่ได้มาจากทุกคน
มันทำให้ปลายิ้มได้ มันเป็นคำที่ทำให้รู้สึกว่า..
แม้เหนื่อยกายเหนื่อยใจแค่ไหนก็ต้องทน
มีคนหลายคนที่เป็นกำลังใจให้เรา
และคาดหวังให้เราสู้ อยากเห็นเราสมหวัง
 
อยากบอกว่า.. ขอบคุณ
 
 
อัพเดทอาการป่วยของพ่อ (วันศุกร์ที่ 31 มีนาคม - วันอาทิตย์ที่ 2 เมษายน 2549)
วันศุกร์เสาร์ที่ผ่านมา ไม่มีโอกาสได้ไปเยี่ยมพ่อเลย เพราะงานที่ออฟฟิตเยอะมาก
กว่าจะเลิกงานก็ดึกแล้ว ไม่อยากให้พยาบาลต้องลำบากใจถ้าเราไปเยี่ยมเกินเวลาบ่อย ๆ
แม่กับพี่หนึ่งก็ไม่มีใครว่าง ทำให้สองวันนี้พวกเราไม่ได้รับรู้ข่าวสารของพ่อเลย
ว่าเค้าดีขึ้นหรือแย่ลงยังไงบ้าง พอวันอาทิตย์ก็เลยตัดสินใจนัดกับแม่ว่า เจอกันที่โรงพยาบาล เดี๋ยวเราไปเยี่ยมพ่อกัน
 
วันนี้พ่อก็เหมือนทุก ๆ ครั้งที่ผ่านมา
เค้าไม่ได้หลับ ก็นอนเกานู่นเกานี่อยู่ตลอดเวลา แต่เค้าก็ไม่ยอมคุยอะไรเลย
ถามอะไรก็นิ่งเฉย ไม่ยอมพยักหน้าหรือส่ายหัว เอาแต่เกาขาอย่างเดียว
วันนี้ใช้ความพยายามกับแม่เป็นอย่างมาก
พยายามชวนคุยหลอกล่อเค้าสารพัด อยากให้เค้าตอบอะไรเรากลับมาบ้าง
พ่อเค้าก็พอรับรู้ได้ รู้ว่าปลากับแม่ไปเยี่ยม
ก็บีบมือเราแน่น บ่งบอกว่ารับรู้นะ
แล้วแม่ก็บอกว่า "ไหนลองกำมือซิ กำได้รึเปล่า"
พ่อก็ค่อย ๆ กำมือทันที
ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดี ที่บ่งบอกว่า พ่อยังพอรับรู้อยู่บ้าง
แต่พอถามเรื่องอื่น ๆ แกก็เงียบ และสุดท้ายก็ไม่ตอบรับอะไรกลับมาเลย เอาแต่นอนเกาอย่างเดียว
 
พอเราเห็นว่าเค้ายังไม่หลับ เกาอยู่ ก็เลยอยากให้เค้าลองหัดเขียนดู
อยากรู้ว่าเค้าจะเขียนไหวมั้ย อยากรู้ว่า ที่เค้านิ่ง ๆ เฉย ๆ เพราะเหนื่อยไม่มีแรงหรือเพราะเบื่อกันแน่
ก็เลยส่งปากกากับกระดาษให้เค้า อยากให้เค้าเขียนอะไรตอบกลับมาบ้าง
แต่เท่าที่ดู ก็พอจะเดาออก ว่าเค้าคงไม่มีแรงเขียน
เพราะแม้แรงจะจับปากกา เค้ายังกำปากกาให้แน่นไม่ได้เลย
เหมือนว่ามือข้างขวาเค้าไม่ค่อยมีแรง
สังเกตจากตอนแรกก่อนที่จะขอให้เค้าลองกำมือ
จะกำมือก็ค่อย ๆ กำช้า ๆ
เรามีโอกาสได้จับมือข้างขวาพ่อ ก็รู้สึกว่าเค้าเกร็ง ๆ มืออยู่
ไม่รู้ว่าเกร็งทำไม มือแข็งมาก กว่าจะงอนิ้วเค้าได้ ก็ต้องใช้แรงเยอะอยู่
มันก็เลยงง ๆ ว่า แล้วไมเค้าถึงจับปากกาเขียนไม่ไหว
เอาปากกาใส่มือเค้า อยู่ท่าไหนก็ท่านั้น มือไม่พยายามขยับเขียนเลย
หน้าก็นิ่ง ๆ เฉย ๆ ทำให้ดูไม่ออก ว่าเค้าได้พยายามที่จะเขียนแล้วหรือเปล่า
ถ้าเค้าไม่พยายามที่จะเขียนก็แล้วไป
แต่ถ้าเค้าพยายามแล้ว แต่มันไม่ขยับตามที่ใจสั่ง
ถามว่า.. แล้วใจพ่อจะรู้สึกยังไง
แกคงสับสน อยากจะพูด อยากจะบอก ก็บอกไม่ได้
ไม่มีแรงจะอ้าปากพูดว่าเค้าเขียนไม่ได้ หนำซ้ำยังเจาะคอช่วยหายใจอยู่
พูดไปก็ไม่ได้ยินเสียง..
 
แต่เหตุผลหลัก ๆ ที่อยากให้เค้าลองเขียน
เพราะอยากทดสอบสมองเค้า ว่ายังปกติดีอยู่หรือไม่
เค้ายังสามารถจำเรื่องราวต่าง ๆ ได้หรือเปล่า
ตอนแรกก็บอกพ่อ ว่าให้ลองเขียนคำว่าอะไรก็ได้
อยากเขียนไรก็เขียน อยากได้อะไรก็เขียนมาละกัน
แต่พ่อก็ยังนิ่งอยู่ สุดท้ายก็เลยบอกให้พ่อลองเขียนชื่อตัวเองดู
ก็บอกพ่อไปว่า "ไหนลองเขียนชื่อตัวเองดูซิพ่อ เขียนได้มั้ย"
"จำได้มั้ยว่าตัวเองชื่ออะไร ไหนเขียนซิ"
พ่อก็ยังคงนิ่ง ๆ อยู่ ก็ไม่สามารถเดาใจเค้าได้เหมือนกัน ว่าเค้ารู้สึกยังไง
ไม่รู้ว่าในใจเค้า เค้ากำลังนึกชื่อตัวเองอยู่รึเปล่า ว่าชื่ออะไร สะกดยังไง
หรือว่าในใจเค้ากำลังคิดว่า เอ๊ะ! ทำไมเราไม่มีแรงที่จะเขียนหนังสือเลย เราเป็นอะไร
 
ก็พยายามช่วยเค้าสุดฤทธิ์ ก็บอกเค้า "จำชื่อได้มั้ย ชื่อสามารถไง"
"ไหนลองเขียนซิ สามารถ นาคประทุม อ่ะ เขียนไหวมั้ย"
"ที่ไม่เขียนเพราะจำไม่ได้หรือเพราะเขียนไม่ไหวอ่ะ บอกได้มั้ย"
"ไม่ไหวใช่มั้ย พยักหน้าสิ.."
และแล้วพ่อก็เงียบ.. ไม่มีสัญญาณตอบรับจากหมายเลขที่ท่านเรียก..
 
สุดท้ายเราสองแม่ลูก ก็ต้องยอมรับสภาพ ว่าเค้าทำไม่ได้จริง ๆ
 
แต่วันนี้ก็มีเหตุการณ์ประทับใจเกิดขึ้นอีกแล้ว
ประทับใจพยาบาลที่ดูแลท่านนึงมาก ยังสาว ๆ อยู่เลย
คนนี้ไม่เคยเห็นมาก่อน ตอนแรกก็ดูชื่ออยู่ แต่พอดีกลับมา จำชื่อเค้าไม่ได้แล้ว
ก็ว่าพยาบาลที่เราเคยเห็นพูดคุยบ่อย ๆ น่ารักแล้ว
คนนี้ก็ดีมาก ๆ เลย เค้าเข้ามาคุยกับเราโดยที่เราไม่ต้องเรียกเลย
เข้ามาเล่าอาการต่าง ๆ ของพ่อให้ฟังอย่างละเอียด จนเราแทบจะไม่ได้ถามอะไรเลย
เค้าเป็นกันเอง เค้าทำให้เรารู้สึกว่า เราอบอุ่น และเค้าก็ใส่ใจดูแลพ่อเราดี
เค้าสมกับที่ได้ชื่อว่าเป็นนางพยาบาลจริง ๆ
 
หลังจากที่ได้คุยกับพี่พยาบาลคนนี้ ทำให้รู้อาการของพ่อเพิ่มขึ้นหลายอย่าง
    1. พ่อไม่ต้องฟอกไตแล้ว เพราะไตดีขึ้นมาก จนหายเป็นปกติแล้ว
ฉี่ก็ออกได้เยอะดี ปริมาณที่น่าพอใจ
พี่พยาบาลเล่าว่า ถ้าหากฉี่ไม่ค่อยออก ก็อาจจะต้องเจาะเลือดตรวจซ้ำ ว่าผิดปกติมั้ย
แต่เท่าที่ดูโดยรวม เค้าดีขึ้นแล้วจริง ๆ
    2. ปอดของพ่อที่เคยติดเชื้อ ก็หายแล้ว ไม่มีเชื้อหลงเหลือแล้ว
    3. เรื่องแผลกดทับ เค้าบอกว่า แผลแดงดี ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า แดงมันดีตรงไหน???
เค้าบอกว่า เป็นแผลแห้ง ๆ ถลอก ๆ เฉย ๆ ไม่ได้กินเนื้อลึกลงไป อยู่ตรงก้น ขนาด 5 x 5 ซม.ได้
แต่ที่กดทับกินเนื้อเข้าไปบ้าง ก็คือตรงเท้า ไม่รู้ว่าเค้าเรียกว่าอะไร ประมาณว่า สันหลังเท้าอ่ะ
ด้วยความที่ว่า โรงพยาบาลเก่า เค้าใส่เฝือกไว้ แล้วเฝือกมันไปกดทับแผลนาน ๆ ทำให้มีแผลลึกเหมือนกัน
ตอนนี้เค้าก็ต้องปิดแผลไว้อยู่ ก็ให้ยาฆ่าเชื้อกันไป
    4. ตรงหัวเข่ามีหนองอยู่ เกิดจากว่า ตอนเกิดอุบัติเหตุ กระดูกตรงเข่ามันหักออก
จนทิ่มออกมาข้างนอก ทำให้แผลเมื่อมาเจอเชื้อโรคด้านนอก เกิดติดเชื้อขึ้น
ช่วงนี้ก็เลยต้องพยายามช่วยกันบีบหนองออก แล้วก็ใส่ยาฆ่าเชื้อกันไปอยู่
    5. พ่อมีไข้อยู่บ้าง บางวันก็ขึ้นสูง ซึ่งมันเป็นความรู้ใหม่ ที่เรามองข้ามไป
ตอนแรกที่ได้ยินว่า "ไข้ขึ้น" เราก็ไม่ได้คิดอะไร ก็คิดว่า ก็ไข้ขึ้นธรรมดา ใคร ๆ ก็ไข้ขึ้นได้ กินยาลดไข้ก็หายแล้ว
แต่ในทางการแพทย์ มันเป็นสัญญาณที่ไม่ดี ที่น่าเป็นห่วง
พยาบาลเล่าว่า ถ้าคนเป็นไข้ มันต้องมีสาเหตุ ว่าทำไมอยู่ดี ๆ ถึงเป็นไข้
ตอนนี้ร่างกายเค้าดีขึ้นทุกอย่าง แต่ยังเป็นไข้อยู่ ยิ่งทำให้เราต้องคอยจับตาดูเป็นพิเศษ
ว่าเค้าเป็นไข้ได้อย่างไร มันอาจจะมาจากการติดเชื้อที่หัวเข่า หรือที่ขา หรือที่ปอด
ซึ่งเราต้องคอยสังเกตอาการ หาสาเหตุที่แน่นอนไป ไม่ใช่แค่ให้ยาลดไข้แล้วจบ
ซึ่งทำให้เราก็เพิ่งนึกได้ ว่าตะก่อน พยาบาลบอกว่า พ่อมีไข้นะ
ตอนนั้นเราก็ยังไม่ทันคิดอะไร เพราะคิดว่า ก็แค่เป็นไข้
เป็นความรู้ใหม่ ที่ทำให้ต่อไป เวลาพยาบาลบอกว่าพ่อเป็นไข้ ต้องคอยถามอย่างใกล้ชิดมากขึ้น
    6. ความดันพ่อปกติดี
    7. อาการตอนนี้ของพ่อ แทบจะปกติแล้ว รอแค่ว่า เค้าหายใจได้เอง
โดยไม่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจสัก 2-3 วัน ก็ย้ายให้มาพักฟื้นห้องธรรมดาได้แล้ว
ด้านอวัยวะอื่น ๆ ค่อนข้าง stable แล้ว เหลือเรื่องการหายใจอย่างเดียว
พยาบาลบอกว่า พยายามลดเครื่องช่วยหายใจลงมากแล้ว แต่พอปล่อยไป ร่างกายพ่อเค้าก็ไม่ไหว
เค้ายังรู้สึกเหนื่อยมาก อีกอย่างด้วยความที่ว่า พ่อเป็นคนสูบบุหรี่จัด ทำให้เค้ามีปัญหาเยอะ
เสมหะเค้าค่อนข้างมาก บวกกับซี่โครงของเค้าหักหลายซี่ ทำให้ระบบการหายใจยากขึ้นไปอีก
ก็อาจจะต้องใช้เวลาสักระยะ พยาบาลก็บอกว่า อยากให้ย้ายไปอยู่ห้องธรรมดาเร็ว ๆ
เรากับแม่ก็บอกพี่เค้าไปว่า ไม่อยากให้ย้ายเลย ชอบให้อยู่ที่นี่ เพราะที่นี่พยาบาลน่ารัก ดูแลดี
มันมีเตียงคนไข้แค่ 3 เตียง ดูแลกันใกล้ชิด สบายใจมากกว่า ถ้าพ่อมาพักฟื้นที่นี่
พูดทั้ง ๆ ที่ก็เข้าใจเป็นอย่างดีว่า ยังไงถ้าดีขึ้นแล้วก็ต้องย้าย
เพราะคนที่เค้าเป็นหนัก ๆ ยังรอเตียงจากพ่อเราอีกเยอะ
ถ้าพ่อเราย้ายไปอยู่ห้องธรรมดาได้ คนที่มาใช้เตียงต่อจากพ่อเรา อาจจะรอดชีวิตอีกหลายคน..
 
สิ่งหนึ่งที่มองข้ามไป พยาบาลบอกว่า ไม่อยากให้อยู่ห้องไอซียู เพราะเชื้อโรคมันเยอะ
คนเข้า ๆ ออก ๆ แล้วคนไข้ก็ป่วยสารพัด เป็นอะไรหนัก ๆ อยากให้ไปพักฟื้นห้องธรรมดามากกว่า
พอพี่เค้าพูดมา ก็ทำให้นึกได้ว่า เออ! มันก็จริง เชื้อโรคห้องไอซียูเยอะจริง ๆ
พี่พยาบาลเค้าก็แซว "แหม! ผู้พัน ไม่ยอมหายใจเองเลยนะ จะอยู่ห้องนี้ตลอดเลยเหรอ จะรอให้ติดพันเอกเลยใช่มั้ยเนี่ย"
"เค้ามีเกณฑ์ทหารกัน ก็ไม่ไป นอนกินแรงคนอื่น"
ก็ขำดี รู้สึกดี ที่พยาบาลเป็นกันเองกับพ่อ ทำให้พ่อรู้สึกดีขึ้นบ้าง มีคนคุยเล่นบ้าง
 
แต่ความประทับใจอะไรทั้งหมดก็ไม่เท่าเหตุการณ์นี้...
หลังจากที่พยาบาลแซวเล่นกับพ่ออยู่ พยาบาล 2 คนก็บอก
"ไหนผู้พัน ลองยิ้มซิ หล่อมั้ยเนี่ย เจอตั้งหลายที ยังไม่เคยเห็นยิ้มเลย"
"ไหนลองยิ้มซิ ยิ้มได้มั้ย" แล้วพยาบาล 2 คนก็แกล้งเอานิ้วฉีกยิ้มพ่อ ตอนแรกเค้าก็ไม่ยอมยิ้ม
แต่แล้วสักพัก พ่อก็ยิ้มออกมา..
ทุกคนก็เฮ แซวว่า พ่อยิ้มแล้วหล่อนะ
อยากบอกว่า.. มันเป็นภาพที่เราเห็นแล้ว ยืนมองทั้งน้ำตา
รู้สึกดีมาก ๆ มันเป็นรอยยิ้มแรกที่ได้เห็น หลังจากเกิดอุบัติเหตุมาเดือนเศษ
ถึงแม้ว่าจะเป็นรอยยิ้มที่เค้าไม่ได้ยิ้มเพราะรู้สึกอะไรเอง ยิ้มเพราะคำขอร้องและแซวของพยาบาล
แต่พ่อก็ยิ้ม ถึงเค้าจะยิ้มไม่ได้มาก แต่เรารู้ ว่าในใจเค้า เค้าก็คงยิ้มอยู่
เค้าก็คงเขิน ๆ พยาบาลอยู่บ้างเหมือนกัน ทำให้เรารู้สึกดีมาก ๆ เลย
ขอบคุณพี่พยาบาลทุกคนนะ พี่ดูแลพ่อหนูดีจังเลย
พวกพี่ทำให้หนูกับแม่มีกำลังใจขึ้นมามากเลย หนูรักพวกพี่ทุกคนจัง..
 
วันนี้เราสองคนแม่ลูก ก็เลยกลับบ้านอย่างค่อนข้างสบายใจ
เดินจูงมือกันไปชอปปิ้งแล้วก็กลับบ้านกัน มีความสุขจริง ๆ
 
 
อัพเดทอาการป่วยของพ่อ (วันจันทร์ที่ 3 - วันอาทิตย์ที่ 9 เมษายน 2549)
ไม่ได้อัพบล็อคซะนาน แบบว่ายุ่งมาก
อาการพ่อตอนนี้ก็ทรง ๆ อยู่
สืบเนื่องมาจากเค้าสูบบุหรี่จัด ทำให้เสมหะพ่อเค้าเยอะพอสมควร
หายใจก็ลำบาก แล้วก็ไอบ่อยด้วย
 
วันเสาร์ที่ผ่านมา หลังจากที่ได้ทราบข่าวลือที่ไม่ดีเกี่ยวกับพ่อ
ทำให้ต้องแอบถามพยาบาลว่าพ่อเป็นยังไงบ้าง
ไอที่ว่าทรง ๆ น่ะ มันทรง ๆ ในลักษณะที่ดีขึ้นทีละนิด หรือว่าแย่ลงทีละหน่อย
พยาบาลก็บอกว่า ก็ดีขึ้นนะ หลาย ๆ อย่างเค้าไม่มีปัญหาอะไรแล้ว
จะมีปัญหาก็แค่เรื่องปอด ที่ยังหายใจเองไม่ได้เท่านั้นเอง
เราก็เลยเล่าให้พยาบาลฟังว่า พอดีได้ข่าวลือที่ไม่ดีเกี่ยวกับพ่อมา
ได้ยินมาว่า สงสัยพ่อจะไม่รอด โอกาสรอดมีไม่ถึง 50% ถ้ารอดได้ก็ปาฎิหารย์
พยาบาลก็ตกใจเหมือนกัน ว่าไปได้ยินข่าวลือมาจากไหน
อาจจะเป็นไปได้ว่าเข้าใจผิดกัน อาจจะเป็นเตียงข้าง ๆ มากกว่า ที่เค้าทรุดลง
กับพ่อ เค้าก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ แต่พยาบาลก็บอกว่า ก็ยังนอนใจไม่ได้
ต้องดูกันไปเรื่อย ๆ เพราะอย่างที่เคยบอกว่า คนไข้ที่นอนรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลนาน ๆ
โอกาสที่จะมีโรคแทรกซ้อนมันก็มีสูง อยากให้ทำใจไว้บ้าง แต่ไม่ต้องถึงกับซีเรียส
เค้าน่าจะหาย แต่โอกาสที่เค้าจะกลับมาเดินได้เหมือนเดิม ก็อาจจะต้องใช้เวลานานหน่อย
เพราะเค้ามีปัญหาเรื่องกระดูกที่หัวเข่าแตก ซึ่งมันเป็นจุดสำคัญ จะทำให้หัดเดินยาก
ต้องใช้เวลาในการกายภาพบำบัดนานพอสมควร
 
ในระยะแรกถ้าเค้าดีขึ้น ก็อาจจะอยู่ในสภาพที่ว่า ก็แค่นอนพักรักษาตัวอยู่ที่เตียงเฉย ๆ
ถ้าร่างกายพร้อม จิตใจพร้อม สมองพร้อม ก็หัดเดิน ทำกายภาพบำบัดกันไป
ถ้าดีขึ้น เค้าก็จะสามารถย้ายมานั่งรถเข็นได้บ้าง แต่จะให้เดินได้เหมือนปกติ
ก็ไม่ยืนยันว่าจะทำได้รึเปล่า ก็อยากให้ทำใจไว้บ้าง
เพราะถ้าเค้าดีขึ้นมา เราก็ถือว่าได้กำไรไป แต่ถ้าไม่ดีขึ้น เราก็จะได้ไม่เสียใจมาก
 
ก็เข้าใจที่พยาบาลพูดอยู่ แต่ในใจก็นึกหวั่น ๆ
ไม่แน่ใจว่า ตอนนี้ที่พ่อนิ่ง ๆ ไม่ค่อยโต้ตอบอะไร เป็นเพราะเค้าไม่มีแรง
หรือเค้ามีปัญหาเรื่องสมอง หรือว่าเค้านอนทำใจอะไรอยู่
ตอนนี้ไม่มั่นใจเลย ว่าพ่อรู้ตัวรึยัง ว่าเค้าเสียตาทั้งสองข้างไปแล้ว
รู้สึกไม่สบายใจเอาเสียเลย ที่ทุกครั้งเห็นเค้านอนตาลอย ๆ ไม่เกลือกตาไปมา
ไม่มองตามทางที่เราแกล้งเอานิ้วเลื่อนไปเลื่อนมา
หรือหลบสายตาที่เวลาเราไปจ้องหน้าเค้าใกล้ ๆ
ถ้าพ่อรู้ตัวว่าเค้าต้องมองไม่เห็น เค้าจะทำใจได้มั้ยนะ
แล้วเค้าจะหัดเดินได้ยังไง ถ้าเค้ามองไม่เห็น
กลัวที่สุด กลัวเค้าจะทรุดลงเพราะทำใจไม่ได้
แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไง ไม่กล้าแม้จะถามว่า พ่อเห็นหนูมั้ย
ไม่เคยพูดเรื่องตากับพ่อเลยสักครั้ง กลัว กลัวเค้าจะไม่สบายใจ
กลัวเค้าจะถามว่าเค้าเป็นอะไร แล้วเค้าจะทำใจไม่ได้ กลัวเค้าจะไม่สู้
 
วันก่อนก็ต้องหลอกพ่อ ว่าใกล้จะสงกรานต์แล้วนะพ่อ หายไว ๆ ดิ
เดี๋ยวปู่กับย่าก็มาเยี่ยมแล้วนะ ปู่กับย่าเค้าจะได้สบายใจ ไม่ต้องเป็นห่วงพ่อมาก
ก็ไม่รู้ว่าเค้าจะรับรู้สิ่งที่เราบอกรึเปล่า ช่วงนี้ก็คงต้องเฝ้าดูอาการกันไปเรื่อย ๆ
แต่ก็ภาวนาทุกวัน ขอให้พ่อหายเร็ว ๆ
 
ช่วงนี้อาจจะอัพบล็อคไม่ค่อยบ่อยนะคะ เพราะงานค่อนข้างจะยุ่งมากพอสมควร
ต้องเอางานที่ออฟฟิตกลับมาทำต่อที่บ้านแทบทุกวัน
รู้สึกไม่ค่อยดี ที่ต้องหยุดงานหรือลางานบ่อย ๆ เพราะเรื่องพ่อ
ก็เลยจำเป็นต้องเอางานกลับมาทำให้ทัน ไม่อยากให้ใครมาว่าเราได้ ว่าไม่รับผิดชอบงาน
เป็นความโชคดีที่มีเจ้านายที่เข้าใจเราเสมอ น่ารักทั้งสองคนเลย ก็เลยทำให้ไม่กดดันมาก
และก็มีกำลังใจที่จะทำงานให้เต็มที่ จะเรียกว่า ทำงานถวายชีวิตเลย ก็ไม่ผิด
 
เหนื่อยนะช่วงนี้ อยากให้สงกรานต์ไว ๆ จะได้ไปพักผ่อนบ้าง
ยังไม่รู้เลย ว่าจะไปเที่ยวไหนดี อยากทำไรให้ตัวเองบ้าง
จะไปไหนดีน้า ใครมีที่เที่ยวเด็ด ๆ ชวนเราไปบ้างนะ
อยากไปพักผ่อนสมองบ้างจังเลย ช่วงนี้มีเรื่องเครียด ๆ คิดไม่ตกหลายเรื่อง เฮ่อ..อออ
สู้ ๆ นะปลา เจ้าต้องผ่านไปได้ เราต้องทำให้ได้ เราต้องเข้มแข็ง เราต้องทำให้ได้ สู้ ๆ
 
 
2月28日

เหตุการณ์ที่ทำให้รู้สึกแย่ที่สุดในชีวิต (ตอนที่ 1)

ช่วงนี้ไม่มีเวลาอัพสเปซเลย
สาเหตุเป็นเพราะ..
พ่อของเราประสบอุบัติเหตุรถชนกันที่ จ.อยุธยา
 
พ่อเราขับรถเก๋ง ส่วนคู่กรณีเป็นรถกระบะ
ตอนนี้พ่ออาการค่อนข้างสาหัส
เพราะได้รับกระทบกระเทือนทางสมองด้วย
 
กระโหลกแตก
ขาหักทั้งสองข้าง
ซี่โครงหัก 3 ซี่
อาการล่าสุด ตามองไม่เห็นทั้งสองข้าง
เนื่องจากกระดูกในกระโหลกหัก และกดทับเส้นประสาทตา
 
เราเสียใจ เราช็อคมาก
เราคิดว่าพ่อเราจะหายแล้ว
พ่อรถชนตั้งแต่วันอังคารที่ 21 ก.พ.ที่ผ่านมา
พ่ออาการดีขึ้นทุกวัน ๆ จนเราคิดว่าพ่อเราต้องหายแน่ ๆ
สภาพพ่อเราที่ตอนแรกใคร ๆ เห็น ก็คิดว่าเค้าต้องไม่รอดแน่
แต่เพียงแค่อาทิตย์เดียว พ่อเราก็สามารถพูดคุยได้
รับรู้ทุกเรื่องว่าใครมาเยี่ยม จำเรื่องทุกเรื่องได้ตั้งแต่หลังฟื้นจากผ่าตัดในวันแรก
รู้สึกตัวตลอดเวลา
 
แต่ทำไม ทำไม
ทำไมอยู่ดี ๆ พ่อถึงมองไม่เห็น
ทั้ง ๆ ที่หมอบอกว่าพ่อจะตาไม่บอดแน่ ๆ
ทำไมโรงพยาบาลถึงไม่ตรวจให้ละเอียดตั้งแต่วันแรก
ว่าพ่อกระดูกในกระโหลก หรือที่ไหนหักบ้างรึเปล่า
 
ทำไมถึงเป็นเรา ที่เป็นคนตั้งข้อสงสัย
ว่าพ่อเราตาจะปกติแน่นะ
จนหมอต้องไปตรวจอีกรอบ
จนวันนี้ได้พบว่า พ่อเราตาไม่เห็นทั้งสองข้าง
 
นี่ถ้าเราไม่ถาม เค้าก็คงไม่ได้ตรวจ
เราก็คงไม่ได้รู้กันว่าพ่อเรามองไม่เห็น
แล้วถ้าผ่าตัดช้า พ่อเราก็คงต้องตาบอด
แล้วใครจะรับผิดชอบ..
 
เรากลุ้มใจมาก โรงพยาบาลที่รักษาพ่อเราอยู่ตอนนี้
ไม่มีเครื่องมือที่จะผ่าตัดสมองให้พ่อเราด่วน
ต้องส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลอื่น
ซึ่งหลาย ๆ โรงพยาบาล เตียงห้องไอซียูก็ไม่ว่าง
 
เราไม่รู้จะทำยังไงดี
 
มีใครจะช่วยเราบ้างได้มั้ย
มีใครที่พอจะติดต่อกับทางโรงพยาบาลให้เราทีได้มั้ย
มีใครที่พอจะมีเส้นมีสาย ติดต่อโรงพยาบาลให้เราบ้างได้มั้ย
 
ใครก็ได้ ช่วยเราที
เรารักพ่อมาก เราไม่อยากให้เค้าเป็นอะไรเลย
แม้แต่พิการสักเล็กน้อย เราก็ไม่อยากให้เค้าเป็น
เราต้องช่วยเค้าให้ถึงที่สุด
แต่ตอนนี้ เราตื้อไปหมด ช็อคจนทำอะไรไม่ถูก
 
ถ้าพ่อเราทรุดตั้งแต่วันแรก เราคงทำใจได้
แต่นี่ไม่ใช่ พ่อดีขึ้นทุกวัน ๆ
จนเรามั่นใจว่าพ่อต้องหาย 100%
แต่กลับกลายเป็นว่า พ่อมีปัญหาเกี่ยวกับด้านสมอง
 
เราจะทำไงดี
ใครก็ได้ช่วยเราด้วยนะ
 
 
อัพเดทอาการป่วยของพ่อ (วันศุกร์ที่ 3 มีนาคม 2549)
วันนี้พ่ออาการทรุดลง เนื่องจากไตวาย หมอโทรมาหาตั้งแต่ 10 โมงเช้า ว่าจะต้องฟอกไตให้พ่อด่วน
ขณะที่กำลังฟอกไต ยังไม่ทันฟอกเสร็จเลย ความดันของพ่อก็สูงมาก มากกว่า 200 จนหมอเกรงว่าจะเกิดอันตราย
จึงต้องหยุดการฟอกไตลงกลางคัน แต่หมอบอกว่า ก็ไม่ถึงกับอันตราย
หมอจะเช็คผลเลือดให้อีกทีในวันพรุ่งนี้ ว่าหลังจากฟอกไตไปแล้ว อาการดีขึ้นบ้างมั้ย
ถ้าดีขึ้นหรือแย่ลง หมอจะตัดสินใจอีกที ว่าจะทำยังไงกับพ่อเราต่อไป..
 
สิ่งที่ห่วงที่สุดในตอนนี้ คือ พ่อยังรักษาอวัยวะส่วนอื่นไม่ได้เลย ไม่ว่าจะผ่าตัดเอาเลือดที่ออกในสมองออกไป
จัดแต่งกระดูกบนใบหน้าที่หักเสียใหม่, ผ่าตัดขาที่หักทั้งสองข้าง
รักษาเรื่องดวงตาที่แทบไม่หลงเหลือความหวัง ว่าเค้าจะหายกลับมาเป็นปกติ
หมอบอกว่า ถ้าไตพ่อ ยังทำงานได้ไม่ดีขึ้น ก็ไม่สามารถที่จะรักษาอวัยวะส่วนอื่นได้เลย
เพราะไตเป็นอวัยวะที่สำคัญ มีผลมาก หากผ่าตัดในขณะที่ไตยังไม่แข็งแรง
 
เรามีคำถามเกิดขึ้นทุกวัน ว่าถ้าไตยังไม่หาย อาจจะต้องฟอกไตไปเรื่อย ๆ
อีกอาทิตย์ สองอาทิตย์ หรืออาจจะร่วมเดือน..
แล้วพ่อเราจะทนได้มั้ย พ่อจะอดทนกับการนอนอยู่บนเตียงเฉย ๆ แบบนี้ได้อีกนานสักแค่ไหน
น้ำก็กินไม่ได้ ลุกนั่งก็ไม่ได้ ตาก็มองไม่เห็น..
แล้วพ่อเราจะอดทนได้ยังไง ถึงพ่อเราจะเป็นทหาร แต่เรื่องแบบนี้ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับใคร
ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลย ที่จะอดทนทำใจนอนรอเวลา ให้ร่างกายดีขึ้นเอง
 
จะอีกนานมั้ย ที่พ่อจะหาย หนูอยากให้พ่อผ่าตัดเร็ว ๆ
พ่อรู้มั้ย หนูเจ็บปวดเหลือเกิน เวลาที่เห็นพ่อเพ้อ หรือพูดจาไม่รู้เรื่อง เวลาที่พ่อทุรนทุรายขอน้ำดื่ม หรือขอไปเข้าห้องน้ำ
ความรู้สึกของหนู ก็เจ็บปวดไปไม่น้อยไปกว่าพ่อเลย
พ่อต้องอดทนนะ พ่อต้องสู้นะ ไว้พ่อหายดี หนูจะปริ๊นท์ข้อความในสเปซหนูให้พ่ออ่านนะ
พ่อจะได้รู้ ว่ามีคนเป็นห่วงพ่อและเป็นกำลังใจให้ครอบครัวเรามากมายแค่ไหน
 
ขอบคุณเพื่อน ๆ ทุกคนจากใจจริง ไว้มีโอกาสว่าง ๆ ปลาจะกลับเข้าไปเยี่ยมที่สเปซเพื่อน ๆ ทุกคนเลย ปลาสัญญา..
 
 
อัพเดทอาการป่วยของพ่อ (วันเสาร์ที่ 4 มีนาคม 2549)
วันนี้ด้วยความที่เป็นห่วงพ่อมาก ก็เลยต้องโทรหาพยาบาลเพื่อสอบถามอาการของพ่อแต่เช้า
ว่าอาการพ่อเป็นยังไงบ้าง ดีขึ้นบ้างแล้วหรือยัง หลังจากที่ได้รับการฟอกไตครั้งแรกเมื่อวานนี้
คำตอบที่ได้ยิน พยาบาลบอกว่า อาการพ่อน่าเป็นห่วง พ่อเริ่มซึมแล้ว
จากการตรวจผลเลือดล่าสุด การฟอกไตยังไม่สามารถช่วยให้ไตดีขึ้นเลย
วันนี้จึงต้องส่งฟอกไตเป็นครั้งที่สองด่วนตอนเวลาประมาณ 9 โมงเช้า
 
กว่าพ่อจะออกมาจากห้องฟอกไต ก็ประมาณบ่ายโมงกว่าแล้ว
วันนี้เราติดงาน จึงไม่ได้ไปเยี่ยมพ่อ แต่แม่ซึ่งนั่งรอดูอาการพ่ออยู่ก็บอกว่า
หลังจากที่พ่อออกมาจากห้องฟอกไต พ่อก็เงียบ อาจเป็นที่ฤทธิ์ยา เลยทำให้จะนอนอย่างเดียว
ถามไรหรือชวนคุยอะไรก็ไม่ยอมตอบ มีอาการเงียบซึมกว่าทุก ๆ วันที่ผ่านมา
แต่เราก็คิดว่าคงไม่มีอะไรหรอก ก็พ่อเพิ่งออกมาจากห้องฟอกไตนี่
ก็ต้องซึมเพราะฤทธิ์ยาเป็นธรรมดา จะให้ออกมาปุ๊บ พูดเป็นต่อยหอยได้ไง
 
แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ วันนี้พ่อความดันขึ้นเป็น 223 ซึ่งถือว่าสูงมาก ๆ สำหรับคนธรรมดา
เราเองก็ไม่รู้ว่า ถ้าสูงมากไปกว่านี้ จะมีอันตรายอะไรบ้าง
แต่เท่าที่เคยถามพยาบาลที่อยุธยามา (ไม่รู้จะเชื่อได้มั้ย เพราะทำกับเราไว้เยอะเหลือเกิน)
พยาบาลบอกว่า ความดันสูงมันเป็นเรื่องปกติของคนที่มีอาการทางด้านสมอง
เป็นเรื่องปกติของคนที่เจ็บปวด มีบาดแผล
ถ้าเป็นคนธรรมดาไม่ได้ป่วยไร หากความดันสูง อาจทำให้เส้นเลือดในสมองแตกได้
แต่ถ้ากับผู้ป่วยในลักษณะพ่อเรานี้ ถือว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา
พยาบาลบอกว่า ออกจะดีซะอีกที่ความดันสูง เพราะถือว่ามันเป็นเรื่องปกติ ถ้าความดันต่ำสิ อันตราย
พยาบาลที่จ.อยุธยาว่ามางี้นะ เราเองก็ไม่เริ่มไม่แน่ใจแล้ว ว่าเค้าพูดถูกต้องหรือเปล่า
นึกถึงโรงพยาบาลนี้ทีไร ก็นึกเจ็บใจอยู่ทุกที ทำเราเจ็บปวดหลายเรื่องเหลือเกิน..
 
สำหรับพรุ่งนี้ คงต้องถามหมออีกที ว่าอาการของพ่อดีขึ้นบ้างมั้ย ยังไงจะส่งข่าวให้เพื่อน ๆ ทราบอีกทีนะจ๊ะ
 
อยากขอบคุณ ขอบคุณ และขอบคุณ เพื่อน ๆ ทุกคน ที่คอยเป็นกำลังใจให้กับปลาและครอบครัวเสมอมา
อยากบอกให้รู้ว่า เพียงแค่ประโยคไม่กี่ประโยค คำพูดเพียงแค่ไม่กี่บรรทัด ที่เพื่อน ๆ ส่งใจมาให้
เราและแม่รู้สึกตื้นตันใจจริง ๆ รู้สึกดีใจและมีกำลังใจขึ้นเป็นอย่างมาก
กำลังใจที่เรามีทุกวันนี้ ส่วนนึงมาจากเพื่อน ๆ ที่เข้ามาเม้นท์ให้
เราไม่รู้ว่าจะเอ่ยคำพูดอะไร นอกจากจะบอกว่า “ขอบคุณทุกคน จากใจจริง”
 
 
อัพเดทอาการป่วยของพ่อ (วันอาทิตย์ที่ 5 มีนาคม 2549)
วันนี้อาการพ่อไม่ดีขึ้นเลย อาการทรง ๆ อยู่ นอนหลับแทบจะทั้งวัน
ไม่รู้ว่าเพราะฤทธิ์ยาจากการฟอกไตเมื่อวาน หรือเพราะร่างกายเค้าเหนื่อย เค้าเพลีย
รู้สึกเป็นห่วงเค้าเหมือนกัน แต่ก็คิดอีกอย่าง ให้เค้านอนหลับพักผ่อนนาน ๆ
ก็ยังดีซะกว่าเค้าทุรนทุราย ร้องเอานู่นเอานี่ แล้วเราให้เค้าไม่ได้..
 
วันนี้หมอบอกว่า พรุ่งนี้เช้าต้องให้พ่อฟอกไตอีกครั้ง
เพราะสองครั้งที่ผ่านมา ไม่ทำให้อาการพ่อดีขึ้นเท่าไหร่
ตอนนี้ก็ได้แต่ภาวนา ขอให้พ่อหายไว ๆ
ตอนนี้คิดแต่ว่า อยากให้พ่อผ่าตัดให้เร็วที่สุด
เพราะกลัวว่ากระดูกที่หักตามส่วนต่าง ๆ ถ้าทิ้งไว้นานเกินไป
ธรรมชาติของมนุษย์มันจะซ่อมแซมตัวมันเอง อาจจะมีเนื้อเยื่อสร้างเพิ่มขึ้นมา
ทีนี้ล่ะ กระดูกที่มันผิดรูปอยู่ ก็คงต้องผ่าตัดศัลยกรรมยากขึ้นไปอีก เฮ่อ...
 
ลืมเล่าไปว่า วันนี้ไปทำสังฆทานให้พ่อและตัวเองมา ทำแล้วก็รู้สึกดี
ถึงแม้ว่ามันจะยังไม่เห็นผลว่าดีขึ้นรึเปล่า
แต่ก็รู้สึกสบายใจ ตอนนี้ใครแนะนำให้ทำไรก็ทำ
ขอให้พ่อหายเถอะ ยอมทำทุกอย่างจริง ๆ
 
เข้มแข็งนะจ๊ะพ่อ
สู้ ๆ นะจ๊ะพ่อ
หนู แม่ และพี่หนึ่ง รักพ่อนะคะ
 
 
อัพเดทอาการป่วยของพ่อ (วันจันทร์ที่ 6 มีนาคม 2549)
วันนี้เช้าก่อนไปทำงาน แวะเอาเอกสารที่เป็นข้อมูลทั้งหมดของพ่อ ตอนที่รักษาตัวอยู่ที่ รพ. จ.อยุธยา
ไปยื่นให้หมอที่ รพ.พระมงกุฎเช็คประวัติการรักษา
พอยื่นเสร็จ ก็แว๊บเข้าไปดูพ่ออยู่ประมาณ 5 นาที
หน้าพ่อในตอนเช้า ดูสดใสดีจัง หมอที่นี่ดูแลเช็ดตัวซะสะอาดเชียว
ทาแป้ง ปากก็เหมือนทาวาสลิน มันเชียว ดูไม่ค่อยแห้งเหมือนตอนเย็น ๆ ที่เราเคยเห็น
 
ก่อนจะเข้าไปดูพ่อ ก็ถามไถ่อาการจากพยาบาล ว่าพ่อเป็นไงบ้าง
พยาบาลบอกว่า ก็อาการทรง ๆ อยู่ พรุ่งนี้เช้าจะต้องฟอกไตอีกครั้ง
เราก็ถามเค้าว่า การฟอกไต 2 ครั้งที่ผ่านมา ไม่ทำให้ไตเค้าดีขึ้นเลยเหรอ
พยาบาลก็รุมกันตอบใหญ่เลย ว่าของแบบนี้ต้องใช้เวลา แต่ตอบไม่ได้ว่าจะนานแค่ไหน
ขึ้นอยู่กับร่างกายของคนไข้แต่ละคน เค้าก็พูดให้กำลังใจกันดี
 
วันนี้พ่อก็เหมือนทุกวัน พอรู้ว่าเรามาเยี่ยมปุ๊บ ก็จะขอน้ำดื่ม ขอเข้าห้องน้ำ
แล้วเราก็ต้องจำใจปฏิเสธเหมือนทุกครั้ง
แต่วันนี้ พอดีว่าก่อนเข้าไป คุยกับพยาบาลแล้วว่า พ่อจะฟอกไตวันพรุ่งนี้แทน
ฟอกวันนี้ไม่ได้ เพราะห้องฟอกไตไม่ว่าง คิวยาว
ก็เลยอดใจอ่อนไม่ได้ แอบหยอดน้ำให้พ่อไปซะหลอดนึง
แกถึงสงบลงได้ ไม่ขอน้ำอีก
รู้ทั้งรู้นะ ว่าไม่ควรให้ ไม่ควรตามใจ แต่ยอมรับนะ ว่าทำใจไม่ได้สักที
เห็นเค้าทรมานแล้วก็อดใจอ่อนไม่ได้
 
มีใครมีความรู้บ้างมั้ย ว่าถ้าเราให้น้ำเค้า ปริมาณไหน ถึงบอกได้ว่าเป็นอันตราย
แล้วถ้าเป็นอันตราย จะเป็นยังไง จะเกิดไรขึ้นกับคนไข้บ้าง
เคยถามพยาบาล ถ้าจำไม่ผิด เค้าบอกว่า พ่อจะอ้วกตอนผ่าตัด
แต่วันนั้นที่ถาม ก็ไม่ทันได้ถามรายละเอียดต่อว่ามันอ้วกเพราะอะไร
พอดีมีคำถามอื่น ๆ รออยู่หลายคำถาม ก็เลยไปถามคำถามอื่นต่อเลย
จนลืมไปว่า ตัวเองก็ยังเข้าใจไม่ทั้งหมด อืม.. ถ้าไม่ลืม พรุ่งนี้จะถามพยาบาลให้เข้าใจเลยดีกว่า
แล้วจะมาอธิบายให้เพื่อน ๆ ฟังอีกที จะได้ได้ความรู้ไปพร้อม ๆ กัน
 
พอเลิกงานตอนเย็น ก็แวะมาเยี่ยมพ่อต่อที่โรงพยาบาลทันที
คุณป้าเตียงข้าง ๆ ที่แสนใจดี ทำหน้าดีใจใหญ่ที่เห็นเราเดินเข้าไป
ป้าบอกว่า ดีใจจังเลยที่หนูมา ป้านะพยายามหาเบอร์แม่หนูใหญ่เลย
ป้าจะโทรไปบอกว่า พรุ่งนี้พ่อหนูต้องผ่าตัดนะ รู้รึยัง
โอย! พอเราได้ยินก็ตกใจเลย ความรู้สึกมันดีใจปนกลัวนิด ๆ
ดีใจที่พ่อจะหายซะที แต่ก็กลัวว่าร่างกายเค้าตอนนี้ยังไม่แข็งแรง กลัวว่าเค้าจะสู้ไม่ไหว
 
พอคุยกับป้าเสร็จ ก็รีบไปคุยกับพยาบาลต่อเลย
พยาบาลบอกว่า พรุ่งนี้จะเริ่มฟอกไตตอน 8.30 น. และจะใช้เวลาในการฟอกไตประมาณ 4 ชั่วโมง
หลังจากนั้น จะผ่าตัดต่อทันที พรุ่งนี้พ่อก็จะผ่าทั้งเอาเลือดในสมองออก และก็ผ่าตัดดามเหล็กที่ขาด้วย
พอได้ฟัง ก็ตกใจสิ ร่างกายพ่อจะไหวเหรอ ทั้งฟอกไต ทั้งผ่าตัดตั้งหลายอย่างในวันเดียวกัน
แต่พยาบาลยืนยันว่า หมอเฉพาะทางหลาย ๆ คน เค้าประชุมกันแล้ว
เห็นสมควรให้ผ่าตัดเลยหลังจากที่ฟอกไตเสร็จ
เพราะหลังจากฟอกไตเสร็จ จะเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายเค้าขับของเสียออกไปแล้ว
จึงเหมาะที่จะทำการผ่าตัดที่สุด เพราะถ้าทิ้งไว้วันสองวัน
ร่างกายก็ผลิตของเสียออกมาใหม่อีก ก็จะไม่เป็นผลดี ถ้าจะรอ
และไหน ๆ จะผ่า ก็ผ่ามันซะทีเดียว ทั้งสมองและขาเลย
 
หมอคะ หนูไว้ใจหมอนะคะ หมอต้องช่วยพ่อหนูให้ได้นะคะ
ให้เค้าหายนะคะ อย่าให้มีอะไรแทรกซ้อนเลย
ขอให้พรุ่งนี้เค้าปลอดภัย และหายเป็นปกติในเร็ววันด้วยเทอญ..
 
วันนี้มีคำพูดนึงที่พ่อพูด ทันทีที่ได้ยิน น้ำตามันก็ไหลอยู่ในใจ
เป็นประโยคแค่ประโยคเดียวที่พ่อพูด แต่มันเจ็บปวดใจเหลือเกิน..
พ่อบอกว่า..
"มันจะปิดไฟกันทำไมวะ มันจะมองเห็นกันรึไงเนี่ย.."
 
ถ้าเพื่อน ๆ ได้อ่านเรื่องราวของพ่อเราตั้งแต่แรก จะรู้ได้เลยว่า
คำพูดของพ่อมันหมายความว่าไง..
มันเป็นคำยืนยันจากปากพ่อ ที่วันนี้สามารถได้ยินชัด ๆ
หลังจากที่สงสัยมานาน ว่าพ่อมองไม่เห็นจริง ๆ เหรอ
สรุปแล้วตอนนี้ ตาของพ่อมองไม่เห็นทั้งสองข้างจริง ๆ
เค้าไม่เห็นแสงอะไรเลย เค้าเห็นแต่ความมืด..
พ่อจ๋า.. หนูไม่กล้าบอกพ่อเลย ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับพ่อ
หนูรู้ว่าพ่อต้องทำใจไม่ได้ ถ้ารู้ว่าพ่อต้องเสียดวงตาไปทั้งสองข้าง
แค่หนูเห็นพ่อเป็นแบบนี้ หนูก็สงสารพ่อแล้ว
ยิ่งถ้าหนูเห็นภาพพ่อร้องไห้ ทำใจไม่ได้ แล้วหนูจะเป็นยังไง
หนูก็เจ็บปวดไปไม่น้อยกว่าพ่อนะ ยิ่งเหตุผลที่พ่อต้องเสียดวงตาไป
มันเป็นเพราะความชุ่ยของโรงพยาบาลเก่าที่รักษาตัว
หนูยิ่งรู้สึกเจ็บปวดใจยิ่งนัก แต่ทุกวันนี้หนูคิดเพียงว่า..
ขอให้พ่อรอดชีวิต พ่อจะเป็นยังไงก็ช่าง พ่อก็คือพ่อ ขอให้พ่ออยู่กับหนูต่อไป
ขอให้หนูได้ตอบแทนบุญคุณพ่อบ้าง เพราะอดีตที่ผ่านมา หนูก็เคยทำให้พ่อเสียใจหลายเรื่อง
หนูดูแลพ่อได้ไม่ดีเท่าที่ควร เราไม่ได้ใกล้ชิดกันเลย
อยู่กันคนละจังหวัด นาน ๆ จะได้เจอกันซะที
 
พ่อจ๋า พ่อต้องสู้นะ พรุ่งนี้พ่อจะผ่าตัดแล้ว พ่อต้องสู้นะพ่อ
พ่อจะได้หายไว ๆ หนูอยากให้พ่อกลับไปอยู่บ้านเราเร็ว ๆ อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา
 
คุณหมอคะ หนูฝากพ่อหนูด้วยนะคะ ได้โปรด.. ช่วยพ่อหนูด้วยนะคะ
 
 
อัพเดทอาการป่วยของพ่อ (วันอังคารที่ 7 มีนาคม 2549)
ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณทุกคนมากนะคะ ที่คอยเป็นกำลังใจให้
รวมทั้งให้คำแนะนำและคำปรึกษาต่าง ๆ ด้วย
 
รู้สึกดีจังที่สเปซนอกจากจะเป็นแหล่งบันเทิง ก็ยังให้ความรู้เราได้อีก
ดีค่ะ ที่มีการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์กัน
ยอมรับว่า ก่อนหน้านี้ไม่ค่อยรู้เรื่องโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ อะไรเท่าไหร่
แต่พอพ่อมาเจอปัญหา ทำให้ตัวเองต้องใฝ่รู้ขึ้นเยอะ
ต้องคอยสังเกตการณ์ คอยถามไถ่ เป็นเจ้าหนูจะไม ชอบถามนู่นถามนี่อยู่เรื่อย
จนพยาบาลที่จ.อยุธยา รำคาญกันเป็นแถว
ทำไงได้ ก็เรามีพ่ออยู่คนเดียว ก็ห่วงนี่ เป็นไรไปใครจะรับผิดชอบ
แล้วคุณก็ดูดีเหลือเกินนะ จะไม่ให้ชั้นห่วงได้ไง
วันดีคืนดี สายน้ำเกลือรั่ว สักพักสายน้ำเกลือก็หลุด พออีกวันสายออกซิเจนก็หลุดอีก เฮ่อ..
 
วันนี้พ่อเริ่มฟอกไตตั้งแต่ 8 โมงครึ่ง ใช้เวลาฟอกประมาณ 4 ชั่วโมง
แล้วก็นอนรอสักพัก หมอก็ให้ผ่าตัดต่อเลย
พ่อผ่าทั้งสมองและขา
สำหรับสมอง ก็ผ่าตัดเอาเลือดที่คลั่งออก
ส่วนขาก็ (น่าจะ) ดามเหล็กไว้นะ (พอดีว่าไม่เจอหมอที่ผ่าขา เลยไม่รู้ว่าหมอทำอะไรบ้าง)
 
พ่อผ่าตัดเสร็จตอนประมาณ 6 โมงครึ่งเย็น
พอผ่าเสร็จหมอก็ย้ายให้ไปอยู่ห้อง ICU เพื่อคอยสังเกตการณ์
หมอบอกว่า อาจจะต้องอยู่ที่ห้อง ICU นี้สัก 3-4 วัน
หมอที่ผ่าตัดสมองเล่าให้ฟังว่า ความดันพ่อต่ำลงมากขณะที่ผ่าตัด
แต่ก็ไม่รู้ว่าต่ำลงเท่าไหร่ ไม่ทันได้ถาม
รู้แต่ว่า ขณะที่เข้าไปเยี่ยมพ่อตอนประมาณทุ่มนึง ความดันพ่อลดเหลือ 149
ซึ่งหมอบอกว่า อืมดี ความดันขึ้นแล้ว
ก็เลยไม่รู้ว่า ก่อนหน้านี้ต่ำลงเหลือเท่าไหร่
แต่ก่อนหน้าที่จะผ่าตัด พ่อความดันอยู่ที่เกือบ ๆ 200 หรือ 200 กว่า ๆ ตลอด
 
ก็ถามหมอว่า พ่อเป็นไงบ้าง เค้าปลอดภัยแล้วรึยัง
หมอบอกว่า น่าเป็นห่วงมาก ส่วนที่น่าเป็นห่วงไม่ใช่สมอง
เพราะสมองเอาเลือดที่คลั่งออกหมดแล้ว
ส่วนเนื้อสมองที่บอบช้ำ ก็อาศัยเวลาหน่อย ก็น่าจะดีขึ้นได้
อาการเบลอ ๆ เพ้อ ๆ ของพ่อ อาจจะเกิดจากการกระทบกระเทือนทางสมอง
หรืออาจจะเกิดขึ้นจากอาการผิดปกติของไต ปน ๆ กันไป
แต่หลังจากผ่าตัดวันนี้เสร็จแล้ว ก็น่าจะดีขึ้น
แต่ว่ายังวางใจไม่ได้ เพราะไตน่าเป็นห่วงจริง ๆ
 
หมอเล่าว่า ไตพ่อติดเชื้อ นี่คือสิ่งที่อันตราย
ถ้าเชื้อวิ่งเข้าสู่กระแสเลือดก็.. ไม่รอด
ตอนนี้หมอใช้วิธีรักษาโดยการให้ยา เพื่อฆ่าเชื้อ
หมอบอกว่า ถ้าไม่ดีขึ้น ถ้าต้องถึงกับล้างไต ก็ต้องทำ
 
เราก็ถามคำถามฟันธงสุดฮิต ว่าพ่อจะมีอันตรายถึงกับชีวิตมั้ย
หมอบอกว่า ตอบไม่ได้ เพราะตอนนี้ยอมรับว่าไตอันตรายมากจริง ๆ
ต้องคอยดูอาการตลอดเวลา...
 
แต่สิ่งที่ดีใจอย่างนึงที่คุยกับหมอวันนี้
หมอที่ผ่าตัดสมอง บอกว่า ตาข้างขวาบอดนะ
ปลา แม่ และพี่หนึ่งก็ตอบรับพร้อมกัน อืม ค่ะ/ครับ
เราก็นึกในใจว่า ก็รู้อยู่แล้วอ่ะหมอ ทำไมต้องตอกย้ำกันด้วย
แต่สักพักก็นึกได้ เกิดเอะใจ ว่าหมอพูดแค่ว่า ตาข้างขวาจะบอดนะ
แต่หมอไม่ได้บอกว่า ตาจะบอดทั้งสองข้างนะ
ก็เลยรีบถามหมอว่า อ้าว แล้วตาข้างซ้ายไม่บอดเหรอคะ
หมอบอกว่า 50/50
หมอคะ หมอรู้มั้ย คำพูดของหมอทำให้ครอบครัวเราดีใจและมีความหวังมากแค่ไหน
ถึงแม้จะ 50/50 แต่อย่างน้อยก็มีความหวังบ้าง
ไม่ใช่เหมือนตอนมารักษาตัววันแรก ที่หมออีกคนบอกว่า ตาบอดทั้งสองข้างแน่ ๆ นะ
เพราะเส้นประสาทตาโดนกดทับนานมากไปแล้ว
แล้วก็คงจะไม่ผ่าตัดอะไร เพราะเส้นเลือดบริเวณนั้นมันเยอะมาก
อันตรายเกินไปถ้าจะผ่า ก็ทำให้วันนั้นได้รู้ว่า เราไม่มีความหวังอะไรเลย แม้แต่แค่ 1%
 
เราจำได้ว่าวันแรกที่มารักษาตัว เราก็ถามหมอแล้วนะ
ว่าทำไมตาข้างซ้ายถึงเสียด้วย เพราะดูเหมือนไม่น่าจะโดนกระทบอะไร
หมอก็บอกว่า เส้นประสาทตามันโดนกดทับ มันเป็นเส้นที่เกี่ยวเนื่องกัน
ถ้าหายก็หายทั้งสองข้าง ถ้าบอดก็บอดทั้งสองข้าง
เราว่า เราจำไม่ผิดนะ ว่าหมอพูดแบบนี้จริง
แต่ช่างเหอะ ขอให้หมอวันนั้นพูดผิดเถอะ
 
เพราะหมอที่ผ่าตัดสมองเค้าบอกว่า เส้นประสาทมันคนละเส้นกัน
แล้วตาข้างซ้ายก็ไม่ได้โดนกระทบอะไร ก็ไม่น่าจะเป็นอะไร แต่ก็ 50/50
ขอให้พ่อตาหายเถอะ ให้เห็นสักข้างก็ยังดี สาธุ..
 
พรุ่งนี้ตอน 11 โมง หมอที่เค้าดูแลเรื่องตา จะนัดคุยด้วย
ก็ไม่รู้ว่าหมอจะคุยเรื่องไร ขอให้หมอบอกว่า
พ่อยังมีโอกาสที่ตาจะหายเป็นปกติด้วยเทอญ..
 
แต่ช่วงนี้พ่อต้องรักษาตัวอยู่ที่ห้อง ICU ซึ่งจะเยี่ยมได้แค่วันละ 2 ครั้ง
คือตอน 11.00 - 12.00 น. กับ 18.00 - 19.00 น.
แย่เลย เพราะเราคงไปเยี่ยมพ่อไม่ทัน
เพราะกลางวันก็ต้องไปทำงาน ส่วนตอนเย็น กว่าจะเลิกงานแล้วไปถึงโรงพยาบาล
ก็ปาไปทุ่มนึงแล้ว ส่วนแม่กับพี่หนึ่ง ก็ไม่ต้องพูดถึง ว่าไม่มีใครว่างมาดูเลย
ช่วง 3-4 วันนี้ คงต้องปล่อยพ่ออยู่คนเดียวไปก่อน
เพราะเราไม่กล้าหยุดงานอีกแล้ว เกรงใจเจ้านายมากเลย
แต่พ่อไม่ต้องกลัวนะ ถึงหนูไปเยี่ยมไม่ได้ แต่ก็จะส่งใจไปให้นะ
หายไว ๆ นะคะพ่อ หนูรักพ่อนะ
 
 
อัพเดทอาการป่วยของพ่อ (วันพุธที่ 8 มีนาคม 2549)
วันนี้ได้คุยกับหมอที่ดูแลพ่อทางด้านตาแล้ว
ได้ความรู้เพิ่มขึ้นเยอะ คุณหมอเอารูปตามาให้ดู
เป็นรูปภายใน เห็นเส้นประสาท เห็นกระดูกบริเวณรอบตา
ทำให้เข้าใจลักษณะอาการบาดเจ็บของพ่อขึ้นอีกมากเลย
 
เจอกับคุณหมอราว ๆ เที่ยง เจอหน้าคุณหมอ คุณหมอก็ถามทันทีว่า..
รู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องพ่อบ้าง อารมณ์ถามก็ประมาณว่า
อยากจะรู้ว่า เราจะเข้าใจเกี่ยวกับอาการป่วยของพ่อบ้างมั้ย
เพื่อที่จะได้อธิบายหรือคุยกันง่ายขึ้น
เราก็เลยเล่าสิ่งที่เรารู้ทุกเรื่อง โดยที่ไม่ลืมเล่าเรื่องการรักษาที่โรงพยาบาลก่อนหน้านี้
ที่หมอดันฟันธงว่า ตาพ่อไม่บอดแน่ ๆ
คุณหมอที่ รพ.พระมงกุฎเกล้า ถึงกับตกใจ
ว่า ฮ้า! เค้าพูดอย่างงั้นเหรอ..
 
คุณหมอก็ให้ความรู้มาว่า ปกติแล้วถ้าเส้นประสาทตาโดนกดทับ
จะต้องผ่าตัดภายใน 48 ชั่วโมง ถึงจะมีโอกาสหายเป็นปกติ
หรืออย่างช้าที่สุด ก็ภายใน 7 วัน
แต่ในกรณีพ่อของเรา เวลามันผ่านมาร่วม 2 อาทิตย์แล้วสิ
โอกาสหายจึงน้อยมาก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีความหวังเอาซะเลย
 
คุณหมอบอกว่า ณ ตอนนี้ ถ้าจะให้ผ่าตัดตา คงเป็นไปไม่ได้
เพราะพ่อมีปัญหาเรื่องไตมากพอสมควร ร่างกายไม่แข็งแรง
มีปัญหาทั้งไต ทั้งสมอง ทั้งขา
คุณหมอบอกว่า ไม่ใช่ว่าจะไม่ช่วยเลย หมอก็ช่วยเต็มที่ แต่ต้องเป็นไปตามขั้นตอน
ทุกอย่างขึ้นอยู่กับคนไข้ ว่าไหวแค่ไหน เพราะการผ่าตัดเรื่องตานี้เสี่ยงมาก
เพราะถ้าพลาดไรขึ้นมา ก็ถึงกับชีวิต เพราะมันจะต้องดมยาสลบด้วย
หากร่างกายไม่ไหวจริง ๆ หมอคงจะยังไม่ดันทุรัง
 
คุณหมอยังบอกอีกว่า คุณหมอขอไม่ฟันธงนะ ว่าจะเห็นหรือไม่เห็น
แต่หมอจะทำดีที่สุด..
ขอบคุณนะคะหมอ..
 
คุณหมอบอกว่า ณ ตอนนี้ มันยากที่จะบอกจริง ๆ ว่าคนไข้ตอนนี้เห็นหรือไม่เห็น
เพราะสติสัมปะชัญญะของพ่อตอนนี้ไม่ 100%
พ่อมีปัญหาเรื่องสมอง, ไต, ขา, กระดูกหน้า, ซี่โครง ฯลฯ
เพราะฉะนั้น เวลาที่หมอทดสอบการมองเห็น ใช่ว่าหมอจะใช้แค่ไฟฉายส่องตา
หรือใช้แค่เครื่องมือของหมอในการตรวจ
แต่หมอยังต้องอาศัยตัวคนไข้เองด้วย ต้องถามตอบกัน เช่น
คุณเห็นหมอมั้ย, เห็นแสงบ้างมั้ย, อันไหนสว่างกว่ากัน เป็นต้น
ซึ่งอาการพ่อเรา ณ ตอนนี้ อย่างที่บอก เค้าไม่ 100%
บางครั้งสิ่งที่เค้าพูด เค้าก็รู้ตัวว่าเค้าพูดอะไร แต่บางครั้งเค้าก็ไม่รู้ตัว
หากอาการด้านอื่น ๆ ดีขึ้น ก็น่าจะง่ายต่อการตอบว่า พ่อจะมีโอกาสที่จะหายบ้างมั้ย
 
คุณหมอกู้เกียรติน่ารักมาก ช่วยเหลือและให้คำแนะนำเต็มที่
คุยกันตอนเที่ยงยังไม่หนำใจ เพราะคนไข้คนอื่นรอรักษาอีกเยอะ
หมอก็ถามเราว่า จะกลับบ้านกี่โมงล่ะ เดี๋ยวหมอจะเข้าไปตรวจให้อีกรอบ
แล้วค่อยคุยรายละเอียดเพิ่มเติมกันอีกที
 
ไหน ๆ ก็ไหน ๆ ก็เลยอยู่รอคุยกับหมอให้เคลียร์ไปเลย ก็นัดกับหมอตอนทุ่มครึ่งที่ห้อง ICU
คุณหมอมาถึงปุ๊บก็ตรวจให้ทันที หมอบอกให้รอก่อนนะ เดี๋ยวขอตรวจก่อน
เราก็เดินออกมาจากเตียง แต่ก็ไม่ได้ออกไปจากห้อง
แอบยืนดูว่าหมอทำไรกะพ่อเรา
ก็เห็นว่าหมอเอาเครื่องมืออะไรของเค้าไม่รู้ มาส่องที่ตา
เอาคอตตอนบัตมาเช็ดตา หยอดตาให้
แล้วก็ถามพ่อหลายคำถาม เช่น
"ผู้พันเห็นมั้ยนี่กี่นิ้ว"
"ผู้พันเห็นหมอมั้ย ไหนลองมองไปทางซ้ายซิ ขวา บน ล่าง" อันนี้ไม่แน่ใจว่าพ่อทำตามที่หมอสั่งได้รึเปล่า
"ลุงคับ อันไหนสว่างกว่ากัน 1 หรือ 2"
1 ก็ประมาณว่าเอาไฟฉายส่องตา ส่วน 2 ก็เอาไฟฉายออก
ให้พ่อตอบว่า อันไหนสว่างกว่ากัน เห็นข้อแตกต่างมั้ย
 
หลังจากที่หมอตรวจดูเสร็จ เราก็เข้าไปคุยกะหมอ
หมอบอกว่า พ่อคุณมีแนวโน้มที่ดีนะ เขามีโอกาสที่จะมองเห็นอยู่
แต่บอกไม่ได้ ว่าจะเห็นเป็นปกติ หรือเห็นลาง ๆ หรือยังไง
ทั้งนี้ต้องรอให้คนไข้อาการดีขึ้นก่อน แต่หมอจะช่วยเต็มที่
ตอนนี้พ่อคุณไตติดเชื้อ ส่วนที่ผ่าตัดใหม่ไปเมื่อวาน ที่ผ่าขา ผ่าสมอง ก็ไม่รู้ว่าจะติดเชื้อหรือไม่
หมออยากให้รอดูอาการไปก่อนนะครับ.. เข้าใจผมนะ ว่าผมต้องชั่งน้ำหนักดูก่อน
ว่าจะกำไรหรือขาดทุน ถ้าคิดว่าขาดทุน ก็ไม่ควรเสี่ยงจะทำ
หมายเหตุ คำพูดของหมอตามที่ถ่ายทอดมานี้ อาจจะไม่เป๊ะ ๆ 100%
แต่ความหมายที่หมอพูด ก็แนว ๆ นี้แหละนะ
 
พูดไม่ถูกว่า หลังจากคุยกับคุณหมอเสร็จ แล้วตัวเองรู้สึกสบายใจหรือทุกข์ใจมากขึ้นกว่ากัน
ที่สบายใจก็คือ จากเดิมที่ไม่มีความหวังเลย ว่าพ่อจะมีโอกาสหาย
หมอท่านนึงบอกว่า เสี่ยงเกินไปที่ผ่าตัด หมอจะไม่ยุ่งเรื่องตาอีกแล้ว
เป็นคำพูดที่กระแทกใจอย่างแรง ยังจำภาพวันนั้นได้เลย
เรายืนขาสั่น ใจเต้นแรงอยู่ข้าง ๆ หมอ นิ่งอึ้ง ทำไรไม่ถูกเลย
แต่หมอคนนี้ ทำให้เรามีกำลังใจขึ้นบ้าง ว่าพ่อน่าจะดีขึ้นได้
เราเองคงไม่หวังถึงขนาดว่า พ่อต้องมองเห็นชัดเจนเป็นปกติเหมือนก่อนที่จะเกิดอุบัติเหตุ
แต่หวังเพียงว่า ขอให้พ่อเห็นลาง ๆ เป็นเงาบ้างก็น่าจะดี
อย่างน้อยเค้าก็จะได้ช่วยเหลือตัวเองได้บ้าง ไม่หงุดหงิดหรือเครียดจนเกินไป
 
แต่จะยังไงก็ช่าง ตอนนี้สิ่งที่หวังที่สุด คือ ขอให้พ่อพ้นขีดอันตราย
อย่าให้มีโรคแทรกซ้อนอะไรเลย
ขออย่าให้เค้าเป็นอะไรมากไปกว่านี้อีกเลยเทอญ..
 
 
อัพเดทอาการป่วยของพ่อ (วันพฤหัสบดีที่ 9 มีนาคม 2549)
วันนี้รู้สึกแย่จัง ที่ไม่มีโอกาสได้ไปเยี่ยมพ่อเลย
แม่กับพี่ชายก็ไม่ว่างไปดู เพราะต่างคนก็ต่างต้องทำงาน
ตะก่อนพ่ออยู่ห้องพักฟื้น ถ้าหลังเลิกงาน เรายังไปเยี่ยมพ่อทันอยู่
แต่ตอนนี้พ่อย้ายไปอยู่ห้อง ICU เวลาเยี่ยมรอบสุดท้ายก็ 18.00 - 19.00 น.
ทำให้วันนี้ ไม่มีโอกาสได้ไปดูแลพ่อเลย
ไม่มีข่าวคราวอะไรเลย ไม่สบายใจสุด ๆ
ห้อง ICU มีกฎอย่าง คือ ห้ามญาติคนไข้ โทรมาถามอาการว่าคนไข้เป็นไงบ้าง
ถ้าถามเค้าจะไม่บอก แต่ถ้าอยากรู้ ต้องมาเยี่ยมเอง
 
พ่อจะเป็นยังไงบ้างนะ จะดีขึ้นบ้างหรือเปล่า แล้วพ่อจะรอเราอยู่มั้ยนะ
พ่อจ๋า.. หนูคิดถึงพ่อนะ อดทนหน่อยนะพ่อ เดี๋ยววันเสาร์ถ้าหนูเลิกงานไว
หรือจะแวะไปเยี่ยมพ่อนะ ตอนนี้ก็พักผ่อนเยอะ ๆ หายไว ๆ นะจ๊ะพ่อ
 
ปล. ขอบคุณเพื่อน ๆ ทุกคนนะคะ ที่ให้กำลังใจกันมาตลอด
รู้มั้ย ว่าทุกคน ทำให้เรามีกำลังใจขึ้นมากเลย
ทุกครั้งที่เข้ามาเช็ค comment ในสเปซ
ก็มักจะมีความรู้สึกเหมือนมาเติมน้ำมัน
เวลาที่ท้อ ๆ เหนื่อย ๆ ก็มาอ่าน comment ก็ทำให้ได้กำลังใจกลับไปเต็มเปี่ยม
อีกอย่าง ความรู้สึกที่ได้คือ ได้ความอบอุ่นใจเป็นอย่างมาก อย่างที่ไม่เคยได้รับมาก่อน
 
ขอบคุณอีกครั้งนะคะ ไว้วันที่พ่อดีขึ้น เราจะเล่าเรื่องเพื่อน ๆ ทุกคนให้พ่อฟัง
เรารู้ว่าพ่อจะดีใจเป็นที่สุด แล้วก็รู้สึกดี มีกำลังใจ ไม่ต่างกับที่เรารู้สึกในตอนนี้
ไว้ถ้าพ่อหาย เราสัญญาว่าจะมีงานเลี้ยงฉลองร่วมกับเพื่อน ๆ ชาวสเปซแน่นอน
รักเพื่อน ๆ ทุกคนนะ ขอบคุณค่ะ
 
 
อัพเดทอาการป่วยของพ่อ (วันศุกร์ที่ 10 มีนาคม 2549)
วันนี้กว่าจะถึงอนุสาวรีย์ชัยก็ปาไป 2 ทุ่มแล้ว
นึกเป็นห่วงพ่ออยู่ตลอดว่าพ่อจะเป็นยังไงบ้าง
ไม่ได้ข่าวพ่อเลย 2 วันเต็ม ๆ กว่าเราจะเลิกงาน กว่าจะถึงโรงพยาบาล
ก็เลยเวลาเยี่ยมทุกที ส่วนแม่กับพี่ชายก็ยุ่งกับเรื่องงานของตัวเอง
ไม่มีใครไปดูพ่อได้เลยสักคน..
 
ช่วงที่พ่อยังต้องอยู่ห้อง ICU ก็เลยต้องขอวานลูกพี่ลูกน้องคนนึง
พอดีเค้าพักอยู่ใกล้ ๆ โรงพยาบาล วานให้เค้ามาช่วยดูให้
กลางวันก็โทรบอกเค้าแล้วล่ะ ว่าฝากพ่อด้วยนะ ปลาไปไม่ทันจริง ๆ เค้าก็รับปาก
แต่พอตอนค่ำพยายามติดต่อเค้าหลายที จะสอบถามอาการของพ่อว่าเป็นไงบ้าง
ก็ติดต่อไม่ได้เลย สุดท้ายก็ทนไม่ไหว ไม่สบายใจเอาซะมาก ๆ
ไม่เห็นหน้าพ่อมา 2 วันเต็ม ๆ เป็นห่วงเค้าสารพัด
เพื่อน ๆ คงเข้าใจ ให้ใครไปเยี่ยม ก็คงไม่สบายใจเท่าเราไปเยี่ยมเอง
เพราะเราคือคนที่เป็นห่วงพ่อที่สุด อยากรู้ไรก็ถามพยาบาล ถามหมอ
ถามอย่างจริงจัง จนไม่รู้ว่าจะมีใครรำคาญเราบ้างมั้ยนะ
แต่โรงพยาบาลนี้ดีจริง ๆ สบายใจมาก ๆ ที่ให้พ่อมารักษาตัวที่นี่
เค้าดูแลพ่อดีมาก ๆ และเวลาเราถามอาการของพ่อสารพัดคำถาม เค้าก็ตอบอย่างเต็มใจ
ไม่ชักสีหน้าเหมือนกับโรงพยาบาลก่อนหน้านี้ที่พ่อไปรักษาตัว
 
และแล้ววันนี้ก็ต้องไปเยี่ยมพ่อ ก็ลองเสี่ยงไปดู ไม่รู้ว่าพยาบาลจะยอมให้เข้าเยี่ยมมั้ย
เพราะมันเลยเวลาเยี่ยมมาชั่วโมงกว่าแล้ว ก็ไม่เป็นไร เสี่ยงไปดู
ถ้าเยี่ยมได้ก็ดีไป แต่ถ้าไม่ได้ก็กลับบ้าน
เสียเวลาเดินไปหน่อย ดีกว่าไม่ทำอะไรเลยแล้วนอนไม่สบายใจอยู่กะบ้าน
 
พอไปถึงห้อง ICU ก็ทำตัวเนียน ๆ เดินไปบอกว่า ขอโทษนะคะ พอดีว่าเพิ่งเลิกงาน
พ่อเป็นไงบ้างคะ อาการวันนี้เค้าดีขึ้นบ้างหรือเปล่า พอดีเมื่อวานก็ไม่ได้มาเยี่ยม
เป็นห่วงเค้าจริง ๆ อ่ะค่ะ ขออนุญาตเข้าเยี่ยมเลยกำหนดเวลานะคะ..
คุณพยาบาลที่ดูแลในห้องก็น่ารักดีจริง ไม่ว่าที่เราเข้าเลท เค้าก็เข้าใจเรา
ก็ตอบคำถาม เล่าอาการพ่อให้เราฟังเป็นอย่างดี
 
พยาบาลเล่าว่า วันนี้พ่อเพิ่งไปฟอกไตอีกครั้งนึง อาการโดยรวมก็ยังทรง ๆ อยู่
พ่อจะผ่าตัดขาอีกทีวันที่ 15 มี.ค.
 
หลังจากที่ยืนคุยรายละเอียดกับพยาบาลอยู่ประมาณเกือบ 5 นาที
ก็ขออนุญาตเค้ายืนดูพ่ออยู่อีกประมาณ 5 นาทีได้
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะฤทธิ์ยาหรือว่าง่วงหรือว่าเพลียก็ไม่รู้ ทำให้พ่อหลับตลอด
จับมือเค้า บีบมือเค้า เค้าก็ยังไม่ตื่น
ก็เลยตั้งใจว่าจะกลับแล้วล่ะ พอดีเห็นพ่อขยับตัวพอดี
ก็เลยรีบเดินไปบีบมือเค้าอีกที..
พ่อคงรู้ คงจำได้ว่าเรามาเยี่ยม ถึงแม้ว่ายังไม่พูดกันสักคำ
แค่สัมผัสมือเบา ๆ พ่อก็รู้แล้วว่าเรามา พ่อก็บีบมือเรากลับ
ก็จับมือกันสักพัก เราก็ชวนเค้าคุย ถามว่าพ่อเป็นไงบ้างวันนี้ ไหวมั้ย
หายใจสะดวกดีหรือเปล่า หมอบอกว่า พ่อดีขึ้นนะ เดี๋ยวก็หายแล้วนะพ่อ
เดี๋ยวถ้าดีขึ้น พ่อหายใจเองได้ ก็เอาออกซิเจนออกได้แล้ว
ไม่ต้องมีอะไรมาใส่ปากให้รำคาญอีก อดทนนะพ่อ.. สู้ ๆ นะพ่อ..
 
หลาย ๆ คำพูดที่เราคุยกะพ่อ บางครั้งก็เหมือนว่าเราคุยกับเด็ก
คุยเหมือนว่าเค้าเป็นลูกเราซะงั้น ต้องหาคำพูดมาหลอกเค้าสารพัด
เพื่อให้เค้าสบายใจ อยากให้เค้ามีกำลังใจมากขึ้น
ถึงพ่อจะยังพูดคุยเป็นเรื่องเป็นราวไม่ได้ แต่เราก็สบายใจ
ที่พ่อรับรู้ถึงความรักความห่วงใยที่พวกเรามีให้ได้
สัมผัสเบา ๆ ที่เราสื่อถึงกัน มันมากมายด้วยความหมายจริง ๆ
 
คุยกับพ่อแค่นี้ พ่อก็หลับต่อ เราก็เลยขอตัวกลับบ้าน
แต่ก็ไม่ลืมที่จะย้ำกับพยาบาล ขออนุญาตเค้ามาเยี่ยมพ่อเลทนะ
ซึ่งพยาบาลที่นั่นก็ใจดีสุด ๆ ขอบคุณนะคะที่เข้าใจหนู
 
ขอบคุณ.. คุณหมอทุกท่านที่ดูแลและรักษาพ่อของหนู
ขอบคุณ.. คุณพยาบาลทุกท่าน ที่ดูแลปรนนิบัติพ่อหนูเป็นอย่างดี
ขอบคุณ.. ญาติพี่น้องและเพื่อนคุณพ่อทุกคน ที่คอยช่วยเหลือและเป็นห่วงเป็นใย
ขอบคุณ.. เพื่อน ๆ สเปซทุกคน ทุกกำลังใจที่มีให้ ขอบคุณจริง ๆ..
ที่ลืมไม่ได้ ขอบคุณพี่ต้อ พี่ชายที่แสนดีของร้าน ป.กุ้งเผา ปิ่นเกล้า
ที่ช่วยให้พ่อสามารถย้ายมารักษาตัวที่นี่ได้..
 
ขอบคุณ ขอบคุณ ขอบคุณ และขอบคุณ.. จากใจจริง
 
 
อัพเดทอาการป่วยของพ่อ (วันเสาร์ที่ 11 มีนาคม 2549)
วันนี้ตกใจมาก ๆ ที่อยู่ดี ๆ พี่ชายก็โทรมาบอกว่า ทางโรงพยาบาลพระมงกุฎโทรมาหา
บอกว่าให้ไปเซ็นเอกสารอนุญาตที พ่อต้องเจาะคอเพื่อช่วยในการหายใจด่วน
ความรู้สึกแรกที่ได้ยิน ใจหายไปอยู่ที่ตาตุ่ม
คิดไปต่าง ๆ นานา ว่าทำไม พ่อก็มีสายออกซิเจนคาปากอยู่ แล้วทำไมพ่อต้องเจาะคออีก
แค่นั้นยังช่วยพ่อไม่ได้อีกเหรอ พ่อเป็นหนักขนาดนั้นเลยเหรอ พ่อจะเป็นอะไรมากมั้ย..
 
ความรู้ที่มีมาก่อนหน้านี้ เกี่ยวกับคนที่ต้องเจาะคอเพื่อช่วยหายใจ
คือเป็นลักษณะของคนที่มีปัญหาด้านการหายใจมากพอสมควร
อาจจะหลอดลมหรือปอด จะชินตากับภาพของคนที่ชอบสูบบุหรี่จัด ๆ
จนสุดท้ายเป็นถุงลมโป่งพองหรือมะเร็ง จนตัวเองต้องนอนเจาะคอ หายใจรวยริน
จะพูดก็ไม่ได้ยินเสียง ช่างเป็นภาพที่น่าสงสารและทรมานจริง ๆ
 
แต่ตอนนี้ จะกลายเป็นภาพพ่อเราแล้ว ที่ต้องเจาะคอเพื่อช่วยในการหายใจ
รู้สึกกังวลอย่างบอกไม่ถูก กลัวพ่อจะเป็นอันตราย
 
วันนี้พอเลิกงานปุ๊บ ก็รีบเดินทางไปโรงพยาบาลทันที
เพื่อไปเซ็นอนุญาตและถามรายละเอียดอาการของพ่อด้วย
ก็มีโอกาสได้คุยกับพยาบาลและผู้ดูแลคนไข้
เค้าก็เล่าว่า ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องตกใจหรอกนะ
ที่เจาะคอเพื่อช่วยหายใจน่ะ โอกาสที่จะติดเชื้อยังมีน้อยซะกว่าการใช้สายออกซิเจนอีกนะ
เค้าก็บอกว่า ใช้สายออกซิเจนนาน ๆ น่ะไม่ดีหรอก คนไข้เองก็รำคาญด้วย
เพราะต้องมีสายอะไรอยู่ในปาก ไม่ต้องเข้าใจผิดนะ ว่าคนที่เจาะคอจะต้องเป็นคนไข้อาการหนัก
อิอิ ได้ยินดังนั้น ก็ทำให้สบายใจขึ้นเยอะ เพราะหลงนึกว่าพ่อทรุดลง ถึงกับต้องเจาะคอ
แต่ก็ไม่สบายใจซะทีเดียว เพราะภาพที่เห็น เป็นภาพพ่อนอนเจาะคอ ตาลอย ๆ
พยายามจะพูด แต่ด้วยความที่เค้าเจาะคอ ก็เลยทำให้เค้าเปล่งเสียงออกมาไม่ได้
เลยทำให้เราสื่อสารกันไม่เข้าใจ และเค้าเองก็ไม่ค่อยมีแรงมากพอ ที่จะพยายามสื่อสารกับเราต่อ..
 
วันนี้น้ำตาไหล สงสารพ่อมาก
ภาพพ่อในวันนี้ดูแย่กว่าทุกวันที่ผ่านมา จริง ๆ แล้วก็ไม่ได้อะไรมากหรอก
แต่เราฝังใจเกินไปกับความคิดที่ว่า คนที่เจาะคอต้องเป็นคนที่อาการหนัก
ก็เลยทำใจไม่ค่อยได้..
อีกทั้งวันนี้ พ่อก็ควานหามือเราใหญ่เลย ซึ่งพ่อไม่เคยเป็น
พ่อบีบมือ ลูบแขนเราใหญ่ ไม่รู้ว่าต้องการอะไร ไม่อาจตีความได้
พ่อจับแขนเราอยู่สักพักก็นิ่งหลับไป..
 
อาการโดยรวมวันนี้ก็ยังทรง ๆ อยู่ แต่ส่วนใหญ่ก็จะหลับแทบตลอดเวลา
พยาบาลบอกว่า วันอังคารที่ 14 มี.ค. พ่อต้องฟอกไต
ส่วนวันพุธที่ 15 มี.ค. พ่อก็ต้องผ่าขาอีกครั้ง ส่วนรายละเอียดต่าง ๆ เรื่องผ่าตัด
ต้องรอคุยกับพยาบาลวันพรุ่งนี้อีกทีนึง
 
หายไว ๆ นะคะพ่อ
 
 
อัพเดทอาการป่วยของพ่อ (วันอาทิตย์ที่ 12 มีนาคม 2549)
วันนี้ไม่ได้ไปเยี่ยมพ่อ เพราะตัวเองตกบันไดจนทำให้ขาแพลงนิดหน่อย
แต่ตอนกลางวัน แม่กับพี่ชายมีโอกาสได้ไปเยี่ยมพ่อ
แม่ก็เล่าให้ฟังว่า พอพี่ชายไปถึงห้อง ก็ส่งเสียงเรียกพ่อ
"พ่อ พ่อ หนึ่งมาแล้วนะ"
แม่เล่าว่า พอพ่อได้ยิน พ่อก็รีบควานหามือพี่ชายใหญ่เลย
พร้อมกับลืมตาข้างซ้ายซะตาเบิกโพลงเลย
พ่อคงดีใจที่พี่หนึ่งมาเยี่ยม
พี่หนึ่งทำงานยุ่งทุกวันและทั้งวัน ไม่ค่อยมีโอกาสมาเยี่ยมพ่อสักเท่าไหร่
มานับครั้งได้เลย แต่ก็ไม่ได้ว่าไรหรอก หน้าที่การงานมันต่างกัน
ยิ่งตอนนี้พ่อมามีปัญหา พวกเราก็ยิ่งต้องขยันทำงานให้มากขึ้นไปกว่าเดิมอีก
เราเองก็สบายใจ ได้เยี่ยมพ่อทุกวัน ได้เห็น ได้รับรู้ว่าแต่ละวันเค้าเป็นยังไงบ้าง
ถึงจะเหนื่อยหน่อย แต่ก็สบายใจ..
เนอะ เนอะ
 
 
อัพเดทอาการป่วยของพ่อ (วันจันทร์ที่ 13 - วันอังคารที่ 14 มีนาคม 2549)
ช่วงนี้ไม่ค่อยมีเวลาอัพเดทอาการของพ่อเลย แต่ขอบคุณเพื่อน ๆ ทุกคนนะคะ
ที่ยังแวะเวียนมาให้กำลังใจกันอยู่เรื่อย ๆ
 
สำหรับอาการของพ่อเราในวันจันทร์และอังคารที่ผ่านมา
ก็ทรง ๆ อยู่ ไม่ดีขึ้น และก็ไม่แย่ลงไปกว่าเดิม
แต่ตั้งแต่วันที่พ่อต้องเจาะคอเพื่อช่วยในการหายใจ
ทำให้ทุกครั้งที่มองพ่อ ความรู้สึกมันกลัว ๆ ยังไงบอกไม่ถูก
 
ปกติเวลามาเยี่ยมพ่อก็ไม่ค่อยร้องไห้ จะร้องก็วันแรกที่พ่อประสบอุบัติเหตุ
และก็เพิ่งมาร้องวันที่ย้ายพ่อมาโรงพยาบาลพระมงกุฏ
วันนั้นเป็นวันที่ได้รู้ว่า.. พ่อจะต้องตาบอดทั้งสองข้างไปตลอดชีวิต
วันนั้นเป็นวันที่ได้รู้ว่า.. พ่อเลือดออกในสมอง
วันนั้นเป็นวันที่ได้รู้ว่า.. กระดูกที่ใบหน้าพ่อหักหลายชิ้น
วันนั้นเป็นวันที่ได้รู้ว่า.. ยังผ่าตัดอะไรพ่อไม่ได้เลย เพราะเค้ายังไม่แข็งแรงพอ..
 
วันนั้นจำได้ว่า ในใจน้ำตาไหลอยู่พราก ๆ ขาสั่น ใจสั่น เกร็ง ทำไรไม่ถูก
จากที่เคยเข้มแข็งมาตลอด เป็นกำลังใจให้แม่มาตลอด
แต่วันนั้นตัวเองกลับอ่อนแอขึ้นมาซะงั้น
แต่แล้ว.. วันร้าย ๆ ที่ทำให้กำลังใจถดถอยลง ก็สิ้นสุดลงไป..
ทันทีที่รู้ว่า พ่อจะได้ผ่าตัดในวันพุธที่ 15 นี้แล้ว
รู้สึกดีใจที่พ่อจะได้ผ่าตัดซะที เค้าจะได้เลิกทรมาน
อยากให้เค้าดีขึ้นทุกวัน ๆ
อยากได้ความมั่นใจ ว่าเค้าจะปลอดภัย
เพราะ ณ ขณะนี้ ไม่มีใครกล้าฟันธง ว่าเค้าจะปลอดภัย 100% หรือจะไม่เสียชีวิต
พยาบาลบอกว่า ต้องดูอาการวันต่อวัน ว่าจะมีอะไรแทรกซ้อนมั้ย
 
แต่สองวันที่ผ่านมานี้ พ่อดูซึม ๆ ไม่ค่อยตอบรับอะไรเท่าไหร่
พยายามชวนเค้าคุย หรือว่าถามไถ่อะไร เค้าก็ไม่ค่อยตอบรับ
ไม่พยักหน้า ไม่ส่ายหน้า ไม่บีบมือ ไม่มีสัญญาณตอบรับเลย..
เค้าหลับตลอด หลับทั้ง ๆ ที่ยังลืมตา..
เราไม่แน่ใจว่าเค้าหลับ หรือว่าเค้าคิดอะไรอยู่ เค้านิ่งมาก เหมือนไม่ได้ยินสิ่งที่เรากำลังพยายามพูดกับเค้า
มันยิ่งทำให้เรารู้สึกแย่ลงไปอีก อยากให้เค้าหายไว ๆ
ได้แต่แอบยืนร้องไห้อยู่ข้างเตียง โดยไม่ให้เค้าเห็น หรือได้ยิน
ไม่อยากให้เค้าไม่สบายใจ
 
ไปเยี่ยมเค้าทุกครั้ง ก็ต้องคอยหลอกเค้าว่า
"วันนี้พ่อดีขึ้นแล้วนะ หมอบอกว่า พ่อหายใจเองได้แล้ว
เดี๋ยวก็ได้ย้ายไปอยู่ห้องปกติแล้วนะพ่อ พ่อไม่จำเป็นต้องอยู่ห้อง ICU แล้วนะ
ดีกว่านะพ่อ ไม่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ไม่ต้องเจาะคอให้รำคาญ
ตอนนี้ความดันก็ปกติ ไข้ก็ไม่มี พ่อต้องอดทนนะ สู้ ๆ นะพ่อ
เดี๋ยวพรุ่งนี้พ่อก็ได้ผ่าขาแล้ว เดี๋ยวก็ดีขึ้นแล้วนะพ่อ พ่อจะได้หัดเดิน
จะได้กลับบ้านเราไว ๆ นะ..
หนูรักพ่อนะ พ่อรักหนูมั้ย ถ้าพ่อรักหนู พ่อต้องสู้นะ..."
 
มันทรมานมากนะ ที่ต้องเข้มแข็งให้เค้าเห็น
ต้องพยายามพูดให้เค้าสบายใจ เหมือนว่าเค้าไม่ได้เป็นอะไรมาก
ก็แค่ขาหัก หัวแตก เป็นไตนิดหน่อย ฟอกไตไปซะ เดี๋ยวก็หาย
แต่เราเท่านั้นที่รู้ ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเค้าบ้าง
เค้าไม่เห็นว่าร่างกายภายนอกเค้าเป็นยังไงบ้าง
เค้าไม่เห็นว่ามันบอบช้ำมากแค่ไหน..
แต่สิ่งที่เค้ารับรู้ได้ คือ ความเจ็บปวดของบาดแผลทั่วร่างกาย
กับความเจ็บปวดทางจิตใจ ที่เค้าต้องทนนอนเฉย ๆ อยู่ในโรงพยาบาลเกือบจะครบ 1 เดือนแล้ว
โดยที่มองอะไรไม่เห็นเลย..
คนที่เคยมองเห็นสิ่งต่าง ๆ รอบกาย
มองเห็นสีสันความบันเทิงต่าง ๆ
มองเห็นผู้คนมากมาย
มองเห็นสิ่งที่ทำให้เค้าทุกข์
มองเห็นสิ่งที่ทำให้เค้าสุข
มองเห็นลูก.. มองเห็นเมีย.. มองเห็นคนในครอบครัว..
แต่วันนี้ สิ่งที่เค้าเห็น มันคือความมืด..
และนี่อาจจะเป็นอีกสาเหตุนึง ที่ช่วงหลัง ๆ เค้ามีอาการซึม
อาจจะเป็นไปได้ว่า เค้ารู้ตัวแล้ว ว่าเค้ามองไม่เห็น
พยาบาลก็บอก ว่าเค้าอาจจะอยู่ในช่วงทำใจอยู่ก็ได้..
 
เพื่อน ๆ เข้าใจความรู้สึกเรามั้ย มันเจ็บนะ เจ็บมากด้วย
ความรู้สึกมันปน ๆ หลาย ๆ อย่าง
มันอัดอั้นตันใจ แต่จะให้ร้องไห้โฮ มันก็ร้องไม่ออก
รู้สึกโทษตัวเอง ที่ดูแลพ่อไม่ดีเท่าที่ควร
รู้สึกผิดที่ตอนนี้อายุก็ปาไป 25 แล้ว แต่บอกรักพ่อนับครั้งได้
20 ปีที่ผ่านมา แทบจะไม่เคยบอกรักพ่อเลย ไม่ได้กอดกัน ไม่ได้สนิทกัน
ออกจะกลัว ๆ พ่อ เพราะพ่อเป็นทหาร บุคลิกก็จะดุ ๆ เคร่งขรึม
ทำให้เรายิ่งห่างกัน ความไม่เข้าใจกันก็มีมากขึ้นมาเรื่อย ๆ
ต่างคนต่างไม่แสดงออกด้านความรัก จนกลายเป็นความเคยชิน เกิดช่องว่างระหว่างคนสองคน
 
แต่โชคดีที่ 5 ปีที่ผ่านมา เราได้พยายามเปลี่ยนแปลงนิสัยของตัวเอง
มาบอกรักพ่อมากขึ้น มากขึ้น มากขึ้นเรื่อย ๆ
ยอมที่จะเสียฟอร์ม บอกรักพ่อก่อน
ทุกเทศกาลก็จะโทรหากัน ปีใหม่, วาเลน์ไทน์, สงกรานต์, วันเกิด หรือโอกาสอะไรก็ได้
ถ้ามีโอกาสก็จะบอกรักกัน จนช่วงหลัง ๆ ไม่ค่อยเขินเท่าไหร่ที่จะหวานด้วย..
 
จากตอนเด็ก ๆ ที่ห่าง ๆ กับพ่อ คิดว่าพ่อรักพี่ชายมากกว่า
ก็ทำให้เรียกความรู้สึกดี ๆ กลับมาได้ขึ้นเยอะ
สงสารก็แต่กับพี่ชาย ที่มักจะมีปากเสียงกับพ่อบ่อย ๆ
ต่างคนต่างมีทิฐิ แต่รู้ทั้งรู้ว่าต่างคนก็ต่างรัก ต่างเป็นห่วงกัน
แต่ด้วยความที่เป็นผู้ชายด้วยกันทั้งคู่ ก็เลยไม่มีคำหวานออกมากันเลย
มีแต่ท่าทีแข็ง ๆ ส่งกันไปมา..
 
ให้เดาความรู้สึกพี่ชายในตอนนี้ มันคงรู้สึกแย่มาก ๆ
ที่ไม่เคยได้บอกรักพ่อเลย ไม่เคยแสดงออกว่ารักและแคร์พ่อมากแค่ไหน
พอถึงเวลาพร้อมที่จะตอบแทนบุญคุณเค้า
มันก็เกือบจะสายไปซะแล้ว
ก่อนหน้าที่พ่อจะประสบอุบัติเหตุ พี่ชายตั้งใจจะเปลี่ยนรถคันใหม่ให้พ่ออยู่
ดูรถไว้แล้ว อีกไม่เกิน 3 วันก็จะเปลี่ยนรถให้
แต่พ่อก็มาเกิดเรื่องนี้ซะก่อน
แต่ถึงแม้พ่อจะไม่ได้ขับรถคันใหม่ที่พี่ชายซื้อให้ แต่พ่อก็ได้รับรู้ว่าพี่ชายอยากจะตอบแทนบุญุคณเค้า
ถึงแม้จะไม่ได้เป็นคำบอกรักหรือสัมผัสอุ่น ๆ ที่พี่หนึ่งอยากจะให้พ่อ
แต่ก็อยากให้พ่อรับรู้ไว้นะคะ ไม่ว่าปลา แม่ หรือพี่หนึ่ง
ที่ดูภายนอกเหมือนว่าพวกเราจะใจร้าย เหมือนไม่สนใจพ่อ แต่เราก็รักและแคร์พ่อมากนะคะ
พวกเราจำเป็นต้องใจร้าย เพราะอยากให้พ่อเลิกเหล้าให้ได้
อยากให้เรากลับมาเป็นครอบครัวที่อบอุ่นเหมือนเดิม
สองปีเต็ม ๆ ที่หนูขอให้พ่อเลิกเหล้า พ่อก็รับปากส่ง ๆ ไปว่าจะเลิก
แต่พ่อก็ไม่เลิกซะที..
 
จนถึงวันนี้ พ่อเลิกเหล้าได้แล้ว ด้วยวิธีที่หักดิบสุด ๆ
สุดแสนจะทรมานทั้งร่างกายและจิตใจ
ฝ่าฟันไปให้ได้นะพ่อ หนูสัญญาว่า ถ้าพ่อกลับมาหายดี
เราจะเป็นครอบครัวที่อบอุ่นที่สุดครอบครัวนึงเลย หนูสัญญา..
 
 
อัพเดทอาการป่วยของพ่อ (วันพุธที่ 15 มีนาคม 2549)
วันนี้เป็นวันที่พ่อจะต้องผ่าตัดดามเหล็กที่ขาอีกครั้งนึง
ก็เลยนัดเจอกับแม่ที่โรงพยาบาลเลย
เราไปถึงโรงพยาบาลประมาณ 6 โมงครึ่ง ก็เห็นแม่ไปเยี่ยมพ่ออยู่ก่อนแล้ว
 
วันนี้แอบมีเซอร์ไพส์แม่
แอบซื้อช่อดอกมะลิให้แม่ 1 ช่อ ปกติแม่จะชอบดอกมะลิมากอยู่แล้ว
แล้ววันนี้ซื้อให้แม่ เพราะอยากให้ ไม่ใช่เพราะให้เนื่องในโอกาสอะไร
ก็เลยคิดว่า แม่คงจะรู้สึกดี
ตอนนี้แม่เครียด ๆ ไม่สบายใจเรื่องพ่อ ถ้าเราทำให้เค้ารู้สึกดีขึ้นบ้างก็น่าจะดี
 
พอมาถึงห้อง ไหว้พ่อเสร็จ ก็ยื่นช่อดอกมะลิมาให้แม่
แม่ก็มองด้วยอาการงง ๆ นิด ๆ คงประมาณว่า เรามันอารมณ์ไหนวะเนี่ย ถึงได้ซื้อให้
แต่ก็แอบเห็นแม่น้ำตาซึม ๆ
แกคงดีใจมาก ก็เลยหอมแก้มแม่ไปทีนึง แกก็หอมกลับ
กอดกันสักพักก็แก้เขินด้วยการหันไปดูพ่อ
 
พ่อก็หลับตลอด อาจเพราะร่างกายเพลียเพราะเพิ่งผ่าตัดเสร็จ
และอาจจะเพราะฤทธิ์ยา ทำให้พ่อไม่สามารถสื่อสารกับเราได้เลย
เยี่ยมพ่ออยู่สักพัก ก็เลยขอตัวกลับ เพื่อปล่อยให้พ่อได้พักผ่อนเต็มที่
 
ก็เดินจูงมือกะแม่มาตลอดทาง เดินไปทางอนุสาวรีย์ชัยฯ เพื่อส่งแม่ขึ้นรถกลับบ้าน
ส่วนเราก็ต้องไปทำงานต่ออีกที่นึง
ก็เดินซื้อน้ำ ซื้อขนมกันมาเรื่อยทาง
 
วันนี้ดูแม่อารมณ์ดีเป็นพิเศษ
คงเป็นเพราะช่อดอกมะลิที่เราให้แม่ช่อนั้นแน่ ๆ
 
แม่ก็นึกเป็นห่วงเราสารพัด ถามนู่นถามนี่เราตลอด
ซื้อขนมไปกินที่ร้านมั้ยลูก.. กินข้าวก่อนมั้ย.. อย่ากลับดึกมากนะลูก..
กลับมานอนบ้านเราบ้างนะลูก แม่คิดถึง.. เอาน้ำมั้ย ซื้อน้ำไปกินบนรถนะ..
โอ๊ย! สารพัดเรื่องที่แม่จะเป็นห่วงเรา
รู้สึกดีนะแม่ ตั้งแต่เกิดเรื่องพ่อ สิ่งดีสิ่งนึงที่ได้กลับมา
คือครอบครัวเราอบอุ่นกันมากขึ้น เราสนิทกันมากขึ้น พูดจากันมากขึ้น
จากตะก่อนต่างคนต่างทำงาน มีเวลาให้กันน้อย แต่ตอนนี้เราทุกคนรวมใจเป็นหนึ่งเดียว..
ก็ถือว่าเป็นสิ่งดี..
 
มีเหตุการณ์นึงที่อยากบอกว่า เขินมาก ๆ
เรากับแม่ยืนอยู่ตรงป้ายรถเมล์อนุสาวรีย์ชัยฯ หน้า รพ.ราชวิถี
ก่อนจะแยกกลับกับแม่ แม่บอกว่า อย่าทำงานกลับดึกมากนะลูก แม่เป็นห่วง
เดี๋ยวพรุ่งนี้จะตื่นมาทำงานไม่ไหว แล้วก็กอดกับหอมเราไปฟอดใหญ่ ฟอดนึง
ความรู้สึกเขิน ๆ มายืนกอดยืนหอมกันอยู่ใจกลางเมือง
หลาย ๆ สายตาจับจ้องมาที่เรากะแม่
วันนั้นใครที่ผ่านมาที่อนุสาวรีย์ชัย ในเวลาประมาณ 19.00 น.
แล้วเห็นหญิงสาวที่ดูเหมือนว่าเป็นแม่ลูกกัน ยืนกอดกันกลมอยู่
อยากบอกให้รู้ นั่นแหละ ปลากับแม่เอง.. อิอิ เขิน เขิน
 
 
อัพเดทอาการป่วยของพ่อ (วันพฤหัสบดีที่ 16 - วันเสาร์ที่ 18 มีนาคม 2549)
อาการของพ่อช่วงสามวันนี้ ก็ทรง ๆ อยู่ ไม่ดีขึ้น หรือไม่แย่ลง
พยาบาลบอกว่า ก็ทำตามคำสั่งได้อยู่บ้าง
ให้ยกแขน แบมือ กำมือ ก็พอได้อยู่
เราก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ทำไมเวลาเราไปเยี่ยม พ่อไม่ค่อยคุยกะเราเลย
ถามไรก็ไม่ค่อยตอบ แต่เวลาพยาบาลหรือหมอสั่งให้ทำไรก็ทำ
พอแม่มาเยี่ยม พ่ออยากได้ไรก็จะบอก
แต่กะเรา มาดูแลเค้าแทบจะทุกวัน แต่ไม่ยักกะบอกหรือคุยด้วยเลย
เอาแต่นอนอย่างเดียว..
 
เราเองก็ไม่รู้จะทำไง ไม่คุยก็ไม่คุย ก็ปล่อยเค้านอนไป
เพราะไม่รู้ว่าเค้าจะรู้เรื่องมั้ย ว่าเรามาเยี่ยม
ก็ได้แต่จับมือ บีบมือเค้าเบา ๆ ให้เค้ารับรู้ว่าเรามา ว่าเราอยู่ใกล้ ๆ เค้านะ
อย่างน้อยเค้าก็จะได้อุ่นใจ ว่ามีลูกมาดูแลอยู่ใกล้ ๆ
 
 
อัพเดทอาการป่วยของพ่อ (วันอาทิตย์ที่ 19 - วันจันทร์ที่ 20 มีนาคม 2549)
สองวันนี้ไม่ได้ไปเยี่ยมพ่อเลย เพราะตัวเองไม่สบายเจ็บคออยู่
วันจันทร์ต้องหยุดงาน เพราะไอและมีไข้ด้วย ไปทำงานไม่ไหว
จะไปเยี่ยมพ่อ ก็กลัวเค้าจะติดไข้จากเราซะ ก็เลยให้แม่ไปดูพ่อแทน
 
ช่วงนี้เราเองก็พักผ่อนน้อย งานที่บริษัทใหม่เยอะมาก ทำแทบจะไม่ทัน
งานไม่ยากมาก แต่เยอะ แล้วคนทำก็มีอยู่แค่สองคน
งานก็เลยโหลดพอสมควร พองานไม่เสร็จ ความกดดันก็สูงขึ้น
แล้วเจ้านายก็เป็นต่างชาติ ต้องพูดภาษาอังกฤษกัน
แทนที่งานจะง่ายขึ้น คุยกันแป๊บเดียวเข้าใจ ก็ต้องใช้เวลากันมากขึ้น
งานบางงานทำผิด เพราะสื่อสารกันไม่เข้าใจ
ภาษาอังกฤษนี่ สำคัญจริง ๆ
ก็ดีเหมือนกัน ทำงานที่นี่ได้ฝึกภาษาไปด้วย
 
ภาษาอังกฤษถ้ารู้ แต่ไม่ได้หัดพูดบ่อย ๆ ก็เก่งยาก
มาทำงานที่บริษัทนี้ ทำให้กลัวการพูดภาษาอังกฤษน้อยลงไปเยอะ
แถมยังได้ยินภาษาอินเดียเป็นระยะ ๆ
ถึงจะฟังไม่ออกเลย แต่ก็คิดว่า ภาษาอินเดียก็น่าสนุกดีนะ
 
บริษัทที่ทำก่อนหน้านี้ เจ้าของเป็นไต้หวัน ก็ได้ยินภาษาจีนบ้าง
บริษัทปัจจุบันที่ทำ เจ้าของเป็นอินเดีย ก็ได้ยินภาษาอินเดีย ได้ยินเพลงแขกบ้าง
แล้วบริษัทต่อไปเราจะทำก็เจ้าของชาติไหนดีน้า
อาจจะเป็นฝรั่งเศสหรือว่าเจ้าของเป็นคนใต้ดี จะได้แหล่งใต้กันให้มันส์ไปเลย..
แต่โดยรวม ก็ดีใจนะคะที่ได้ทำงานที่บริษัทนี้
เพราะเจ้านายใจดีมาก ๆ ทั้งสองคนเลย
ที่เข้าใจเป็นอย่างดีว่า บางทีปลาต้องขอหยุดงานเพื่อไปดูแลพ่อบ้าง
ขอบคุณทั้งคุณ Venu และ P' Naren จริง ๆ ค่ะ
ปลาจะตั้งใจทำงานให้ดีที่สุดนะคะ ให้สมกับที่พี่ให้โอกาสปลา..
 
เอ.. จะคุยเรื่องพ่อ ไหงมาเข้าเรื่องเราเองด้ายงายเนี่ย..
เปลี่ยนเรื่องคุยบ้างเนอะ เครียดกันมานานแล้ว
ขอบคุณนะคะเพื่อน ๆ ที่ยังติดตามข่าวคราวกันอยู่เสมอ
ขอให้เพื่อน ๆ ทุกคนมีความสุขกันมาก ๆ นะ รักพ่อกับแม่เยอะ ๆ
ทำดีกับพวกเค้าให้มาก ๆ นะคะ จะได้ไม่เสียใจเหมือนกับปลา
ที่เพิ่งจะทำดี ในตอนที่เกือบสายไปแล้ว..
รักเพื่อน ๆ ทุกคนนะคะ
 
 
อัพเดทอาการป่วยของพ่อ (วันอังคารที่ 21 มีนาคม 2549)
ด้วยความที่สองวันที่ผ่านมา เราเองไม่สบาย ไม่มีโอกาสได้ไปเยี่ยมพ่อ
แม่กับพี่หนึ่ง ก็ทำงานยุ่งกันทั้งสองคน เลยไม่มีใครสักคนได้อัพเดทอาการพ่อเลย
ทุกคนก็เป็นห่วงพ่อ กลัวพ่อจะน้อยใจด้วย ว่าไม่มีใครมาดูแล
วันนี้ก็เลยบอกแม่ให้ไปดูพ่อนะ ตอนกลางวันก็ได้
แม่ก็ยอมแว๊บไป เพราะก็เป็นห่วงพ่อไม่น้อยไปกว่ากัน
 
แม่เล่าว่า วันนี้เจอหมอที่เค้าดูแลเรื่องสมองของพ่ออยู่
หมอบอกว่า เรื่องสมองดีขึ้นแล้ว ไม่น่าเป็นห่วง
หลังจากที่ผ่าตัดเอาเลือดที่คั่งในสมองออก ตอนนี้ก็ไม่มีเลือดซึมออกมาอีกแล้ว
แล้วหมอก็เพิ่งตัดไหมออก ตอนนี้ก็เลยเปิดผ้าพันแผลออก
เลยทำให้มีโอกาสเห็นหัวของพ่อชัด ๆ
ว่ากระโหลกมันยุบไปประมาณ 5 x 5 ซม. เห็นจะได้
 
ตอนที่มารักษาตัวแรก ๆ หมอที่จ.อยุธยาบอกว่า
กระโหลกพ่อแตกนะ จะมีอยู่ชิ้นนึงที่มันแตก แล้วไม่สามารถปิดให้สนิทได้
ให้เพื่อน ๆ นึกภาพตาม ว่าลักษณะจะเหมือนจิ๊กซอว์ ที่หายไปชิ้นนึง
นั่นแหละ ตอนนี้กะโหลกพ่อเราเป็นอย่างงั้น
ก็เลยทำให้ส่วนที่ไม่มีกะโหลกปิด เห็นสมองเต้นดุ๊บ ๆ อย่างชัดเจน
ต่อไปถ้าพ่อหาย ก็คงต้องระวังเรื่องหัวเป็นพิเศษ ห้ามไม่ให้กระทบกระเทือน
เพราะถ้าไปโดนส่วนนี้ ก็อาจทำให้น็อคได้ง่าย ๆ
 
แม่ยังเล่าอีกว่า คุณหมอบอกว่า ตาข้างขวาพ่อน่าจะบอดแน่ ๆ นะ ให้ทำใจได้เลย
แต่ตาข้างซ้าย หมอฟันธงว่าเห็นแน่ ๆ ยังไงก็ต้องเห็น แต่อาจจะต้องใช้เวลารักษานานหน่อย
อารมณ์แม่คงดีใจสุด ๆ เลยไม่ทันได้ถามหมอว่า
ที่บอกว่าเห็นน่ะ เห็นขนาดไหน เห็นชัดเจนเหมือนก่อนเกิดอุบัติเหตุ
หรือว่าเห็นเลือนลาง หรือว่าเห็นแค่เป็นเงาดำ ๆ
รู้สึกดีใจจัง ที่หมอกล้าฟันธง
เพราะอยากให้พ่อมองเห็นจริง ๆ อย่างน้อยเห็นลาง ๆ ก็ยังดี
อยากให้พ่อช่วยเหลือตัวเองได้บ้าง เค้าจะได้ไม่หงุดหงิดมาก
ในเวลาที่ต้องมาพักฟื้นอยู่ที่โรงพยาบาลหรือที่บ้าน
แล้วมันจะทำให้เวลาที่แกต้องกายภาพบำบัดเรื่องการเดิน
ง่ายขึ้นไปอีกเยอะ ถ้าเค้ามองเห็น
 
อารมณ์ตอนนี้บอกไม่ถูก ไอ้ดีใจก็ดีใจอยู่ว่าที่หมอบอกว่า ตาข้างซ้ายพ่อจะมองเห็น
แต่ก็แปลกใจเหมือนกัน ว่าทำไมถึงไม่ดีใจสุด ๆ ถึงกับกระโดดตัวลอย
คงเป็นความรู้สึกที่ว่า เราทำใจได้แล้วมั้ง ว่าถ้าเค้าต้องเสียตาไปจริง ๆ
เราก็คงทำไรไม่ได้ ก็แล้วแต่เวรแต่กรรม..
ตอนนี้ก็ภาวนาแค่ว่า ขอให้รอดชึวิต อย่าให้มีโรคแทรกซ้อนอะไรเลย
ให้ไตเค้าหายเป็นปกติในเร็ววัน
ให้เค้ารู้สึกตัว ให้เค้าคุยกับเราได้
ให้เค้าอาการดีขึ้นไว ๆ สามารถถามตอบกันได้เหมือนตอนที่รักษาตัวอยู่อยุธยา
 
หายไว ๆ นะคะพ่อ หนูรักพ่อค่ะ..
 
 
2月9日

ห้องเรียนที่ชื่อว่า "โลก"

 


"โลก คือ ห้องเรียนห้องใหญ่ที่สุด
ทุกวิชาที่ได้เรียน...
ไม่มีวิชาไหนที่ผ่านไปง่าย ๆ
แต่ก็ไม่มีวิชาไหน
ที่ยาก... เกินกว่าจะเรียนรู้"

ขอบคุณ.. ค ว า ม คิ ด
ที่ช่วยให้เราได้ใช้อวัยวะที่ชื่อ "สมอง" บ่อย ๆ
แ ม้ บ า ง ค รั้ ง...
ที่ความคิดจะมีมากเกินไปจน "ล้น"
แ ต่ ห ล า ย ค รั้ ง...
ที่เราหยุดทำเรื่องไร้สาระได้
ก็เพราะสิ่ง ๆ นี้ห้ามเอาไว้



ขอบคุณ.. ค ว า ม ฝั น
ที่ช่วยทำให้เกิดสิ่งดี ๆ ขึ้นมา
เพราะเราอยากเห็นมันกลายเป็นความจริง
และบางครั้งอีกเหมือนกัน
ที่มันก็สอนให้เราเข้าใจด้วย
"ค ว า ม ฝั น" บางอย่าง
เป็นได้แค่ "ค ว า ม ฝั น"
เปลี่ยนเป็นความจริงไม่ได้...



ขอบคุณ.. ค ว า ม จ ริ ง
ที่ทำให้รู้สึกได้ว่า
ตัวเองยัง ยื น อ ยู่ บ น โ ล ก



ขอบคุณ.. ค ว า ม ทุ ก ข์
ที่บอกอะไรเราได้อย่างตรงไปตรงมา
ไ ม่ เ ห มื อ น กั บ ค ว า ม สุ ข
ที่บางทีก็ทำให้เราหลงเพลิดเพลิน
จนลืมพิจารณาตัวเอง...



ขอบคุณ.. ค ว า ม สุ ข
ที่ทำให้โลกใบนี้
แต้มด้วย ร อ ย ยิ้ ม
และ เ สี ย ง หั ว เ ร า ะ...



ขอบคุณ.. ค ว า ม ย า ก
ที่ทำให้เราเห็นคุณค่า
ของ "ค ว า ม ส ำ เ ร็ จ" เพิ่มขึ้น...



ขอบคุณ.. ค ว า ม ง่ า ย
ที่ช่วยเราให้สามารถทำอะไรเสร็จได้บ้าง
เ พื่ อ จ ะ ไ ด้ มี เ ว ล า
ไ ป ทำ อ ย่ า ง อื่ น ต่ อ ไ ด้...



ขอบคุณ.. ค ว า ม ส ง สั ย
ที่ทำให้เรา ก ล้ า ซั ก ถ า ม
และ อ ย า ก ห า ค ำ ต อ บ
"คนที่ถามจะโง่แค่ห้านาที แต่คนที่ไม่ถามจะโง่ตลอดไป"



ขอบคุณ.. ค ว า ม กั ง ว ล
ที่แม้จะถูกเปรียบเทียบว่าเหมือนกับเก้าอี้โยก
คือทำให้เราดูเหมือนมีอะไรทำ
แต่ไม่ได้ช่วยให้เราไปไหนเลย
แ ต่ บ า ง ค รั้ ง
มั น ก ลั บ ท ำ ใ ห้ เ ร า ร อ บ ค อ บ ขึ้ น
และมองอะไรหลาย ๆ มุม
ก่ อ น ตั ด สิ น ใ จ...



ขอบคุณ.. ค ว า ม เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง
ที่ช่วยให้เรารู้จักเตรียมพร้อม
แ ล ะ รู้ จั ก ก า ร ป ล่ อ ย ว า ง...



ขอบคุณ.. ค ว า ม เ ก ลี ย ด
ที่ทำให้เราไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องบางเรื่อง
กับคนบางคน
ห รื อ กั บ อ ะ ไ ร บ า ง อ ย่ า ง
แล้วมีเวลาให้กับสิ่งที่เราไม่เกลียดมากขึ้น...



ขอบคุณ.. ค ว า ม รั ก
ที่ทำให้จิตใจเราอ่อนโยน
ไม่แข็งกระด้าง
รู้ จั ก ก า ร ใ ห้ และ เ สี ย ส ล ะ
แม้ว่าความรักในระหว่างคนสองคนนั้น จะต้องมีคนหนึ่งที่รักมากกว่า.. อยู่เสมอ...



ขอบคุณ.. ค ว า ม ห ล ง
ที่บอกให้เรารู้ว่า
ยังมีอีกคำที่คนชอบเข้าใจผิด
ว่าเป็น... ค ว า ม รั ก...



ขอบคุณ.. ค ว า ม แ ต ก ต่ า ง
ที่ทำให้โลกนี้สวยงาม และไม่น่าเบื่อ
การยอมรับความแตกต่างของเรากับคนอื่น
จ ะ ทำ ใ ห้ ป ร ะ ตู ข อ ง มิ ต ร ภ า พ
เ ปิ ด อ อ ก ต ล อ ด เ ว ล า...



โลก... คือ ห้องเรียนห้องใหญ่ที่สุดเท่าที่ฉันได้เคยเรียนมา
และเป็นที่แห่งเดียวก็ว่าได้ที่คนเรียนกับคนให้คะแนน คือ คน ๆ เดียวกัน
... นั่ น คื อ ตั ว เ ร า เ อ ง ...


ทุกวิชาที่ได้เรียน ไม่มีวิชาไหนที่ผ่านไปได้ง่าย ๆ
แต่ก็ไม่มีวิชาไหนที่ยาก... เกินกว่าจะเรียนรู้


นี่คือบางสิ่งที่ฉันได้มาจากห้องเรียน... ห้องนี้
และอยากจะเอ่ยคำว่า...

ข อ บ คุ ณ...





สุดท้ายนี้ ขอบคุณเพื่อน ๆ ทุกคนนะคะ ที่แวะเข้ามาที่สเปซนี้
ดีใจที่ปลาก็เป็นคนนึง ที่มีโอกาสได้ทำสเปซ
จึงทำให้ได้รู้จักเพื่อน ๆ เพิ่มขึ้นมากมาย
ขอบคุณสำหรับมิตรภาพที่ดีของพวกเรานะคะ
ยินดีที่ได้รู้จักเพื่อน ๆ ทุกคนค่ะ
1月26日

Underworld: Evolution


Underworld: Evolution (สงครามโค่นพันธุ์อสูร อีโวลูชั่น)

วันนี้มีโอกาสได้ไปดูหนังเรื่อง "Underworld Evolution" หลังจากที่ซื้อตั๋วหนังรอไว้ก่อนแล้วเป็นอาทิตย์ ตอนแรกก็สองจิตสองใจอยู่ว่าจะไปดูวันนี้ดีมั้ย เพราะรู้ว่าภาคนี้เป็นภาคต่อ แล้วเรายังไม่ได้ดูภาคแรกเลย กลัวว่าจะดูไม่รู้เรื่อง แล้วไบรอันก็ย้ำแล้วย้ำอีก ย้ำแกมขู่ว่าปลาจะดูรู้เรื่องมั้ยน้า ก็เลยยิ่งกลัวไปกันใหญ่ แต่ก็แอบคิดเข้าข้างตัวเองว่า แหม ก็แค่หนัง ยังไงมันก็ต้องดูรู้เรื่องน่า จะเนื้อหายากสักแค่ไหนเชียว ก็เลยตัดสินใจดูวันนี้มันซะเลย หลังจากที่เครียดเรื่องงานมาหลายวัน

 
แหะ แหะ ผลปรากฎว่า ดูไม่รู้เรื่องจิง ๆ ด้วย มีเครื่องหมาย ? เต็มหัวเลย ตอนนั่งดูหนังอยู่ มีคำถามมากมายตลอดทั้งเรื่อง คิดตามไม่ทัน ไม่รู้ว่าเนื้อหามันยาก หรือว่าเราเครียด ๆ เบลอ ๆ อยู่ก็ไม่รู้ ก็เลยดูไม่รู้เรื่องเอาซะมาก ๆ เลย
 
ตลอดเวลาที่นั่งดู มีคำถามวิ่งวกวนอยู่ในหัวตลอด ยังหาคำตอบในคำถามที่แล้วไม่ทันได้ ก็มีคำถามใหม่วิ่งเข้ามาในหัวแทนอีก งงมาก ด้วยความที่ไม่ได้ดูภาคแรก ก็จะงงว่า เอ.. มาร์คัสมันเป็นใครว้า แล้ววิลเลี่ยมอ่ะ คนไหนว้า อ้าว! มีวิคเตอร์ด้วย ใครกันอีกวะเนี่ย งงไปหมด แล้วหน้าตาแต่ละคนก็จำไม่ค่อยได้ โอย ปวดหัวไปหมด เลือดก็ท่วมเต็มจอแทบทั้งเรื่อง อิอิ ขอเมาท์ มีฉากนู๊ด ๆ โป๊ ๆ ด้วย เขินจัง

 
ด้วยความที่ว่าดูมาครึ่งเรื่องแล้วยังจับใจความไม่ได้ ก็เลยปล่อยตัวเองตามเวรตามกรรม ไม่สนใจเนื้อหาแล้ว ดูเอามันส์ละกัน ก็ดูฉากนู้นฉากนี้ไปเรื่อย ดูความเนียนของคอมพิวเตอร์กราฟฟิค คอยจับผิด เฮ่อ.. ไร้สาระจิงเรา พอหนังจบปุ๊บ เหมือนยกภูเขาออกจากอก โอย.. ว่าจะมาดูหนังคลายเครียด กลับกลายเป็นว่า เครียดหนักกว่าเดิม เซ็งเลยเรา แล้วไบรอันก็น้า เยาะเย้ยอีก ตัวเองดูรู้เรื่องอยู่คนเดียวนี่ ขี้โกงจิง (ไบรอันเค้าดูภาคแรกแล้ว เค้าก็เลยเข้าใจเนื้อหาของภาคสองนี้ทั้งหมด สนุกอยู่คนเดียวล่ะน้า พ่อคู๊น..) สะใจเขาล่ะ ได้แก้แค้น เพราะอาทิตย์ที่แล้ว เค้าเครียดเรื่องงาน ก็เลยชวนไปดูหนังเรื่อง The Fog กัน เค้าบอกดูจบแล้วเครียด ส่วนเราดูเรื่องนี้จบ ก็เครียดมากเหมือนกัน พอกันเล้ยทั้งสองคน.. ไม่เข็ด ไม่เข็ด เดือนหน้าจะดูเรื่อง Final Destination ภาค 3 ให้ได้ ชอบ ชอบ ดูมาทั้งสองภาคแล้ว อันนี้ภาค 3 จะต้องดูให้ได้ จาดู จาดู...

 
เฮ่อ.. หลังจากที่บ่นมาเยอะเรื่องหนัง ก็มีเรื่องย่อมาให้เพื่อน ๆ อ่านกันนะจ๊ะ เผื่อว่าใครคิดจะไปดู ก็ศึกษาไว้ก่อนก็ดีนะ ว่าเนื้อเรื่องคร่าว ๆ เป็นยังไง จะได้ไม่ต้องเข้าไปนั่งเป็นกระบืออยู่ในโรงหนังเหมือนกับปลา อืม.. รู้สึกว่าภาคแรกก็มีเป็น VCD นะ ยังไงลองหาดูกันก่อนก็ดีนะ ตอนแรกปลาก็ว่าจะดูก่อนเหมือนกัน แฟนจะเอามาให้ดู แต่ว่าเค้าหาแผ่นไม่เจอ ก็เลยดันทุรังดูภาค 2 ไปเลย ผลก็.. เป็นอย่างที่พร่ำบ่นข้างบนแล


 
ชื่ออังกฤษ: Underworld: Evolution
ชื่อไทย: สงครามโค่นพันธุ์อสูร อีโวลูชั่น
ประเภท: Action / Drama / Fantasy / Horror
กำกับโดย: Len Wiseman
เขียนโดย: Danny McBride, Len Wiseman, Kevin Grevioux
เรื่องย่อ: หลังจากการตายของวิกเตอร์ (บิล นิกฮี่) ผู้นำของพวกแวมไพร์และลูเซียน (ไมเคิล ชีน) หัวหน้าของมนุษย์หมาป่า เซลีน (เคท เบคินเซล) แวมไพร์สาวและไมเคิล (สก็อตต์ สปีดแมน) คนรักของเธอที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นมนุษย์ พบว่าพวกเขาต้องคอยหลบหนีจากพวกแวมไพร์ที่ยังเหลือรอดอยู่ ซึ่งโทษว่าเหตุหายนะที่เกิดขึ้นเป็นเพราะพวกเขา
 
เซลีนและไมเคิล ถูกตามล่าโดยมาร์คัส (โทนี เคอร์แรน) แวมไพร์อาวุโสที่ทรงอำนาจมากที่สุด เมื่อเขาฟื้นตื่นขึ้นมาในสภาพของการเป็นลูกผสมที่มีพลังของทั้งสายเลือดแวมไพร์และมนุษย์หมาป่า เซลีนและไมเคิลต้องหาทางหลบหนี โดยการเปิดเผยต้นกำเนิดอันเป็นความลับของตระกูลแวมไพร์และมนุษย์หมาป่า แต่มันกลับนำพวกเขาไปสู่ความขัดแย้งกับสิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์ที่น่ากลัว ที่มีพลังต้นกำเนิดและบริสุทธิ์ที่สุดของวงศ์ตระกูลเหนือธรรมชาติ
















ที่มา: www.siamzone.com